Yosapol's profileHostChan* ~My Dairy Life...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
May 13 66 : Exteen![]() ย้ายบ้านอีกแล้วจ้า... (รอบ 2) ไปอยู่ที่ Exteen แทนแล้ว ด้วยเหตุผลที่เพื่อนๆก็คงรู้ดีว่ามันเหนือกว่าขนาดไหนนะ อิอิ... ติดตามอ่านกันได้ ที่นี่ เลย ~ April 30 64 : เริ่มต้นใหม่![]() ~* ถ้าเราเป็นลูกที่ทำให้ พ่อแม่ต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นเพื่อนที่ทำให้ เพื่อนของเราต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้เพื่อนของเราต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นน้องที่ทำให้ พี่ต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้พี่ต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นพี่ที่ทำให้ น้องต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้น้องต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นญาติที่ทำให้ ญาติพี่น้องของเราต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้ญาติพี่น้องของเราต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นลูกศิษย์ที่ทำให้ ครูต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้ครูต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นแฟนที่ทำให้ แฟนของเราต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้แฟนของเราต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นสามีที่ทำให้ ภรรยาต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้ภรรยาต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นลูกน้องที่ทำให้ เจ้านายต้องเสียใจ เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้เจ้านายต้องเสียใจอีกต่อไป ... ~* ถ้าเราเป็นคนที่ทำให้ ตัวของเราต้องเสียใจเสียเอง เราควรจะ เริ่มต้นใหม่ และไม่ทำในสิ่งที่ทำให้ตัวเราต้องเสียใจอีกต่อไป ... ใช่แล้ว... เริ่มต้นใหม่ !!! เพราะเราไม่สามารถไปแก้ไขอดีตได้ ให้ทำปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด เพื่ออนาคตของเราจะดีที่สุดเช่นกัน ใช่ไหม? ...เรา... ใช่ไหม? ...พี่... April 15 61 : สงกรานต์ ... น้ำแตก ... อาห์ วันที่ 14 เมษายน ถือเป็นวันครอบครัวซึ่งเคลือบแฝงอยู่ในวันสงกรานต์นั่นเอง ... เมื่อวันที่ 13 เมษายน เราไม่ได้ออกจากบ้านเลย ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้าน และตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า ปีนี้จะงดเล่นสงกรานต์อย่างเด็ดขาด ด้วยสาเหตุมาจาก ปีนี้ไม่มีใครไปเล่นสงกรานต์ด้วยเลย (จาก Research 10 คน ทาง MSN ...ไม่ไปกันทุกคน โอวชิท - -") ... และประสบการณ์สงกรานต์ 2 ปีที่ผ่านมามันช่างประทับใจมาก -*- เนื่องจากเราได้ไปเล่นสงกรานต์กับพวกแป้งและพี่ถมและคนอื่นๆ อีกมาก ณ ตรอกข้าวสาร ซึ่งประชาชนก็ช่างชุกชุมกันเสียเหลือเกิน จนในที่สุด ตกเย็น ก็พลัดหลงกันจนได้ ... กว่าจะมาเจอกันก็เกือบ 2-3 ทุ่มได้ ... เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ในวันเดียวกันนั้นเอง กระเป๋าตังค์เราก็ได้หายสาบสูญไป ไม่แน่ใจว่าทำตกในงาน หรือว่าในแท็กซี่ตอนกำลังเดินทางกลับก็ไม่รู้ ... ในกระเป๋าตังค์นั้น นอกจากจะเสียดายตังค์แล้ว (อันนี้มันของแน่นอน 400 บาท) ยังเสียดายสิ่งอื่นๆอีก เช่นรูป Smile Photo , บัตรนักเรียน ตอน ป.1 ฯลฯ ... ทั้งหมดนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราตัดขาดจากตรอกข้าวสารตลอดไป และอีกสาเหตุก็คือ ... เราไม่ปลื้มผู้หญิงที่นั่น (ถุย... ไอ้หล่อเลือกได้ -*-) กลับมาเรื่องวันครอบครัว 14 เมษายน กันต่อ ... วันนี้ก็ได้นั่งเล่นคอมพ์ทั้งวัน จนเกิดความรู้สึกเบื่อ ... ทำให้เรารู้ได้ว่าคอมพ์มันไม่ใช่ทุกอย่างสำหรับชีวิต อย่าไปติดมันมาก จึงได้ทำการ Shut Down มันลงไป และเดินไปหาพ่อแม่ "เบื่อจัง ไปหาอะไรกินกัน" เราโปรยคำชวน ในขณะที่พ่อและแม่เรานอนอยู่บนเตียง ทั้งคู่นิ่งเงียบ พ่อเรานอนกลิ้งเกลือกจากหัวเตียงไปท้ายเตียงกลับไปมา 3 รอบ จึงตอบตกลงไปด้วยจนได้ ... นับว่าเป็นการชวนที่ง่ายดี แต่คุ้มมากๆ ... เพราะตัวเราเอง ไม่ได้กินข้าวเป็นครอบครัวแบบนี้มานานพอใช้ได้เลย และแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ ซ้อนสามคน พ่อแม่ลูกไปเลย เริ่มออกจากบ้านวิ่งไปเฉียดๆ สีลม ได้เห็นคนเล่นสงกรานต์เฮฮา ทะลักน้ำแตกมาก ... เห็นแล้วก็เกิดความอยากเล่นนิดๆ แต่ยังไม่ลืมปณิธานที่กล่าวข้างต้น จึงวิ่งเลยผ่านไป ระหว่างนั้นแม่ก็บอก "ไปกินที่เยาวราชกัน" พ่อก็ไปทันทีเลย แสดงให้เห็นว่า พ่อเราเคารพแม่เรามากนะเนี่ย 555+ ระหว่างที่กำลังเดินทางผ่านเยาวราช ก็ไม่พบร้านที่กินประจำเปิดอยู่เลย อย่างเช่น ร้านก๋วยจั๊บ ข้าวต้ม ปิดหายไปกับสงกรานต์หมด จึงเลยผ่านเยาวราชไป ... จนไปถึงที่สี่แยกหนึ่ง ก็ได้จ๊ะเอ๋กับขวดกลางถนน (ขวดตำรวยนี่แหละ) มันโบกให้ชิดซ้ายไปเลยครับ (ก็เล่นซ้อนสามคนขนาดนี้ ก็ต้องโดนใบสั่ง) ... แหม คุณขวดครับ วันหยุดแท้ๆ ขยันกันจังเลยนะ ขยันเก็บตังค์กันจริงๆ ~ "ชิดมาทางซ้ายนี้เลยครับ" ขวดกล่าว พ่อเราเห็นดังนั้น จึงปั่นไปทางขวา แล้วยูเทิร์น วิ่งด้วยความเร็วสูงหนีตำรวจเป็นผลสำเร็จจนได้ ระหว่างนั้นแม่ก็แซว ... "พ่อเธอเนี่ย ... ถูกชะตากับตำรวจเหลือเกินนะ ขี่เมื่อไหร่เจอกันตลอด..." ... ในที่สุดก็มาลงเอยที่ร้านซีฟู้ดตรงเยาวราชเช่นเดิม ต้มยำกุ้ง ปลากระพงนึ่งมะนาว กุ้งเผา 1 กิโลฯ คือสิ่งที่สั่งไป ... เวลาผ่านไป ก็กินไม่หมดจนได้ เหลือกุ้งเผาอยู่ 3 ตัวกลับไปเชยชมที่บ้าน ... "การได้ทำกิจกรรมอะไรด้วยกันเป็นครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรก็ตาม ขอให้เป็นครอบครัว แล้วรู้สึกดีจัง ^^" เรานึกในใจ ระหว่างนั่งมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ทันใดนั้น ... "ตูมมมมมมมม..." พ่อแม่ลูกเปียกปอนตามธรรมเนียมสงกรานต์ อาห์... ได้น้ำเย็นๆมาชุ่มร่างกายอย่างนี้ ทำให้ลืมอากาศ 37 องศาเซลเซียสวันนี้ไปได้เลยแหะ ^^ ![]() April 14 60 : HostChan* Zheza![]() อันเนื่องมาจาก เราก็ได้เล่นเกม Zheza Fighter มาพอสมควรแล้ว เห็นเขามีการทำ Profile เป็นของตัวเอง (My Zheza) ก็เลยลองทำดูบ้าง ... จะสวยหรือเห่ย ยังไงก็ลองเข้าไปติชมกันได้ที่นี่เลยนะ ขอบคุณและ Bye Bye~ April 02 56 : My Cousin << ท่ามาตรฐานถ่ายรูปหญิงไทยย้อนไปเมื่อช่วงเริ่มปิดเทอมมาไม่นาน ลูกพี่ลูกน้องของเรา (ชื่อหลุยส์และหลิว เป็นฝาแฝดกัน ) และแม่เขา ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.พิษณุโลก ได้ลงมากรุงเทพฯ เพื่อมาทำงานที่ร้านอาหาร ร้านอยู่แถวๆบริเวณ พระราม 3 ชื่อร้าน "เรือนทอง" (โฆษณาหน่อยครับ ร้านนี้มีดารามาบ่อยมาก เมื่อไม่นานนี้ก็พิม ซาซ่า) อีกทั้งเรื่องคุณภาพอาหารก็ไม่ต้องพูดถึงว่าอร่อยขนาดไหน ... ว่าแล้วก็อยากไปอีกมั่งจัง ไม่ได้ไปนาน คิดถึงอ้ะ 55+ ... อยากทราบรายละเอียดร้านหรอ เข้าเว็บนี้ เลยจ้ะ (o_O) เมื่อสัปดาห์ก่อน หลุยส์และหลิวได้โทรมาหาเรา จะชวนไปดูบอล ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ทั้งคู่อยากดูมาก คู่ที่ไทยเตะกับโอมานน่ะ (ซึ่งตอนนี้ก็รู้ผลแล้วว่า ทีมชาติไทยเราเจ๋งขนาดไหน TwT) แต่เราไม่ชอบไปดูฟุตบอลแบบสดๆสักเท่าไร จึงบ่ายเบี่ยงไปทำอย่างอื่นแทน ... คือต้องชวนไปเที่ยวสักที่แหละ เพราะเค้ามากรุงเทพฯทั้งทีจะเฉยๆได้ไง ก็ตกลงกันว่า วันที่ 1 เมษาฯ จะไปดูหนังปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น ด้วยกัน (ก็กลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เราได้ดู 2 รอบ ก็สนุกทั้ง 2 รอบเลย) ... เป็นอันตามนั้น ... จนถึงวันที่ 1 เมษายน หลังจากที่หลุยส์และหลิวทำงานที่ร้านเสร็จก็มาถึงที่บ้านเรา เพื่อจะไป MBK ด้วยกัน ซึ่งวันนี้ก็พาแม่ และ เพื่อนอีกคน ชื่อ จอยมาด้วย ตอนแรกที่ได้เจอหลุยส์และหลิวหลังจากที่ไม่ได้เจอกัน 1 ปี (คือเค้าจะมาทุกๆปิดเทอมใหญ่นั่นล่ะนะ) น่ารักขึ้นโคตรๆ ถึงแม้จะอ้วนไปนิด 55+ ... ส่วนจอยนี่ หน้าตาจะสวยกระชากใจมาก ให้นึกถึง โอปอล์แห่ง GTH ไว้ครับ ว่าแล้วก็เดินทางไป MBK ด้วยกันทั้งหมดด้วย BTS จนถึงประมาณ 17.00 น. ไปดูรอบหนังปิดเทอมใหญ่ฯ ก็มีน่าสนใจอยู่ 2 รอบคือ 16.45 - (เข้าไปเริ่มหนังเลย ไม่ต้องรอโฆษณาหรือไม่ก็คงถึงฉาก ปิดเทอมแล้วโว้ย) 17.45 - ซึ่งทั้งหมดก็ตกลงที่จะดูรอบนี้ โดยเวลาที่เหลือก็ไปหาอะไรกินรอ ก็ได้ไปกินไอศกรีมที่ swensens แล้วก็ได้ถ่ายรูป 2 รูปบนนั่นมาละครับ ... พูดถึงเรื่องถ่ายรูป อย่าให้ทั้งคู่ได้สัมผัสกล้องเป็นเวลานานนะ ไม่งั้น event นึงจะได้ประมาณ 100 รูปเป็นอย่างต่ำ คือจะย้ำแต่รูปเก่าๆ จนกว่าจะได้มุมที่พอใจ บางทีลองนั่งเปิดรูปไล่ๆไปเรื่อยๆ นึกว่าเดี๋ยวนี้กล้องมันมี animation ในตัวแล้ว - -" ... เอาล่ะ ในเมื่อกินเสร็จแล้วก็ไปสนุกสนานกับหนังจนถึง 20.20 น. แล้วก็ว่าจะไป shopping ที่สีลมต่อ โดยเดินทางด้วย tuk tuk (ตั้ง 60บ. -*-) และแล้วก็ถึงสีลมจนได้ แถมระหว่างทางได้เดินผ่านพัฒน์พงศ์ด้วย ระหว่างดูของไป ก็ไม่รู้จะเหลือบไปทางซ้ายเจอกับ ผู้หญิงเสื้อผ้าน้อยชิ้นรูดเสา หรือจะดูของสินค้าอันหลากหลายทางขวาดี (ทุกคนเป็นเช่นนี้ 55+) เดินไปสุดซอยพัฒน์พงศ์อาจกลายเป็นเด็กใจแตกได้ในไม่ช้า +.+ จากการไปเดินที่สีลมก็ได้ของกลับติดบ้านมาเล็กน้อย เป็นตุ๊กตุ่นน้ำ ที่ปาลงบนที่ใดๆแล้วมันจะแตกและรวบลงมาเป็นรูปร่างใหม่อีกครั้ง (เรียกไม่ถูกจริงๆ รู้แต่ว่าข้างในมันเป็นน้ำ ซื้อมา 2 ตัว 70 บาท) ในที่สุด ทุกคนก็กลับมาที่บ้านเราอีกครั้ง และได้ถ่ายรูปกันไปมาที่บ้าน วนอยู่ 4 คนนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น จับคู่ ถ่ายเดี่ยว ถ่ายวงกันไปมา จนครบทุกรุปแบบ ในที่สุด 22.00 หลุยส์ หลิว จอย และ แม่เขาก็ต้องกลับไปที่ร้านเรือนทอง ... ประมาณสงกรานต์อาจจะได้ไปเที่ยวด้วยกันอีก แล้วไว้จะไปเยี่ยมที่ร้านเรือนทองนะ ^^ (อยากกินฟรี~~ ไม่ช่ายยย...) ปิดเทอมวันนี้ ดูพิเศษและสนุกไปอีกแบบดี การที่เราได้เจอคนที่ไม่ได้เจอกันนาน และมาทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เรารู้สึกดี ซึ่งมันคงมาจากสาเหตุที่ว่า การที่เราได้พบกันนั้น ทำให้เราหายคิดถึงกันนั่นเอง ป.ล. สงสัยตุ๊กตุ่นน้ำนั่นจะเป็นของกลับติดบ้านอย่างที่ว่าจริงๆ ลืมไว้ที่บ้านเราเฉยเลย (เดี๋ยวคราวหน้าเอาไปคืนให้จ้ะ) April 01 55 : ประเด็นมากี![]() อีกแล้วเหรอ กับผู้ชายคนนี้ ? 555+ ... แต่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเขาได้กลับเข้ามาในวงเวียนชีวิตของเราอีกครั้ง เมื่อเขาได้ทำงานเป็นเลขานุการที่บริษัท AIA อยู่ตรงสีลม ซึ่งมันใกล้กับบ้านเรา และที่สำคัญคือ ใกล้กับมาบุญครอง หมายความว่า เราจะได้เห็นพี่มากีที่ MBK เป็นครั้งคราว ... ซึ่งแน่นอน วันนี้ พี่มากีก็ได้มาปรากฎกายที่ MBK พร้อมกับสัมผัสมิวสิกเกมที่คุ้นเคย รวมทั้งได้เล่น EZ2DJ และสัมผัส speed MAKEE ซึ่งเป็นของตัวเอง และโชว์ลีลาเด็ด กับเกมอื่นอีกมากมาย เช่น gh1-2 , pnm14 , gfdmv3 (มันก็ทุกเกมเลยนี่นะ 555+) ... และก็ได้ไปกิน shabushi ของโออิชิที่เปิดใหม่ที่ MBK ชั้น 3 ฝั่ง tokyu ซึ่งได้ไปกับเท็นด้วย แน่นอนว่าไปกับเท็นต้องมีความรู้รอบโต๊ะมาเล่าให้ฟังเสมอ เรื่องราวมีอยู่ว่า ... เท็นไปเรียนมหาลัยฯ มา อาจารย์ก็ถามคำถามนึงไปว่า ลองเปรียบเทียบโลกกับสิ่งๆหนึ่งพร้อมเหตุผลซิ ? เท็นมันตอบว่า "โลกก็เปรียบเสมือนศีรษะคนเรา มีต้นไม้คือเส้นผม มีแม่น้ำ ลำธาร มหาสมุทร เป็นน้ำตา และเลือดที่หลั่งมา มีตึกรามบ้านช่อง และโรงงานต่างๆ เป็นผมหงอก แล้วก็มีมนุษย์อย่างเราเป็นเห็บเหา ที่คอยทำร้ายศีรษะอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า ปล่อยอากาศเสีย และอื่นๆ อีกมากมาย" เออฟังไปก็ดูดี ไหนลองเล่าต่อซิ จงหาความสัมพันธ์ระหว่าง บุหรี่ กับ รอยยิ้ม ? ... มีคนเปรียบเปรยการสูบบุหรี่ จะทำให้อายุสั้นลง 1 วัน แต่ก็มีคนเปรียบเปรยเช่นกันว่า การยิ้ม จะทำให้อายุยืนขึ้น 1 วัน เท็น ซึ่งเป็นผู้รักการสูบบุหรี่จึงทำการสูบบุหรี่ พอสูบเสร็จก็ยิ้มทุกครั้ง ทำให้วันที่เพิ่มขึ้นและลดลง หักล้างกันพอดี ทำให้อายุคงที่ (เอ่อ... แบบนี้แถวบ้านเรียกว่าบ้านะจ๊ะ 555+) แต่จากการที่ได้ฟังเท็นเล่าเรื่องนี้ ก็ทำให้เราคิดได้ว่า อืมม... อย่างน้อยคำถามมันก็ให้คนตอบได้ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ ดีกว่าี่เด็กเรียนบางคนที่เรียนตามแต่ทฤษฎี ไม่มีพลังจินตนาการ ซึ่งเราว่าจำเป็นกว่าในการดำรงชีวิตตั้งเยอะนะ ... อืมม... ก็สนุกดีนะ หลังจากกินเสร็จก็แยกกับเท็นแล้วกลับบ้านกับพี่มากี ซึ่งตกลงกันว่าจะกลับ 162 ซึ่งผ่านสีลม (บ้านเรา) และคลองเตย (บ้านชั่วคราวมากี) ก็เริ่มรอตั้งแต่ 4 ทุ่ม ยัน 4 ทุ่ม 45 นาที ระหว่างที่รอนั้นเอง ก็ได้ถ่ายคลิปพี่มากีอยากฝากอะไรบอกถึงพวกเราๆ ชาว sicom (อารมณ์ว่างจัด) เล็กๆน้อยๆ ความยาวประมาณ 2 นาที ใครอยากดูก็มาดูที่มือถือเราก็ละกัน ก็ได้แต่ถ่ายคลิปฆ่าเวลาไป แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มี 162 วิ่งมาสักคัน (สงสัยกลับอู่หมดแล้ว) จึงตัดสินใจเดินกลับบ้าน โดยมีพี่มากีไปส่งที่บ้านเราก่อน เพราะตอนนั้นค่อนข้างดึก เราเป็นเด็กน้อย กลับบ้านคนเดียว เดี๋ยวจะโดนฉุด (ใคร๊ ... มันจะฉุดเนาะ) ระหว่างเดินไปส่ง พี่มากีก็คุยที่เรื่องงานที่ตนทำ ว่าจะมีการสอบเกี่ยวกับจรรยาบรรณการประกัน ซึ่งจะมีติวในโอกาสต่อไป ก็ขอให้พี่ตั้งใจให้เต็มที่ละกันนะ อย่าหลับระหว่างติวล่ะ~ ตั้งแต่คบพี่มากีมาจนถึงทุกวันนี้ พี่มากียังคงเส้นคงวาตลอด ไม่แปรผันนิสัยไปตามอารมณ์ตามกระแส ไม่เป็นนกสองหัว จริงใจต่อรุ่นน้อง เป็นคนมีอารมณ์เฮฮาเสมอ มันแบบ ...อยู่ด้วยแล้วรู้สึกดีอ่ะ ได้ยิ้มตลอด หวังว่าคงจะเจอกันอีกในไม่ช้า และรู้สึกภูมิใจที่มีรุ่นพี่อย่างนี้ ... ผิดกับคนบางคน March 25 51 : สนามหลวงในร้านหนังสือ
วันหนึ่ง เปียวเดินมาด้วยหน้าถอดสี (ปกติก็ถอดสีอยู่แล้ว แต่วันนี้ถอดมากกว่าปกติ) มาเล่าเรื่องให้เราฟังว่า "เมื่อตะกี้เราไปร้านหนังสือมา เราก็เดินเข้าไปเรื่อยๆใช่ป่ะ พอถึงตรงโซนข้างในๆ เราเจอผู้ชายคนนึงในร้านหนังสือค่อนข้างโรคจิตอยู่" "แล้วเปียวไปรู้ได้ไงว่ามันโรคจิต" เราถาม "นี่เราไม่ได้ทะลึ่งนะ มันแบบว่า ..." เปียวเริ่มพูดเบาลงเรื่อยๆ "มันเอาไอ้นั่นของมันออกมา แล้วก็ช่วยตัวเองในร้านหนังสืออ้ะ" (เห้ย = =) เปียวเล่าต่อ "แล้วมันก็มามองหน้าเราด้วย เค้าจะจำหน้าเราได้มั้ยเนี่ย เปียวกลัว" "แล้วตอนนี้มันยังอยู่รึป่าว" เราถาม "ตอนนี้ไม่รู้ดิ่" ด้วยความอยากรู้เราก็เลยไปที่ร้านหนังสือนั่น เพื่อไปดูว่าเขายังอยู่รึป่าว แต่เราก็ยังไม่รู้ว่ามันมีหน้าตารูปพรรณสัณฐานยังไง ต้องให้เปียวบอก ซึ่งเปียวเป็นคนที่เห็นหมดทุกอย่างแล้ว แม้กระทั่งตอนที่มันกำลังดีดกีตาร์ เราก็เดินเข้าไปข้างในๆ แล้วก็ไปหยุดๆที่ มุมๆหนึ่งด้วยกัน 2 คน "คนไหนอ่ะ เปียว" "ใช่คนที่ใส่เสื้อเหลืองแล้วหัวตั้งๆ รึป่าว" เปียวตอบตกลง วันนั้นมันใส่เสื้อเหลือง อายุวัยกลางคนประมาณ 30 หน้าตาออกเถื่อนๆนิดๆ (แต่ที่แย่คือใส่เสื้อเหลืองแล้วมาชักแม่น้ำทั้งห้ากลางร้านหนังสือยังงี้ แย่โคตร-*-) ตอนที่เราเห็นมันตอนนั้น มันไม่ได้ทำอะไร เหมือนว่ามันจะเสร็จแล้ว ก็เลยได้แต่จับตาดูมัน ส่วนเปียวเองก็ไม่กล้าสบตาคนโรคจิตด้วยความกลัว สักพักมันก็หันมามองหน้าเรา (คงเพราะเรามองมันมากไปเลยเป็นการส่งกระแสจิต ไปหามันซะยังงั้น) เราก็เบือนตาหนี พอได้เห็นหน้าค่าตาแล้วเราทั้ง 2 คน ก็รีบออกจากร้านหนังสือมาแล้วเดินไปที่ตู้กลองก่อน เปียวถามว่า "เราจะบอกเรื่องนี้ให้ทางร้านหนังสือเค้ารู้ดีมั้ยเนี่ย" (เพราะว่าตอนนั้นก็คิดว่าทางร้านหนังสือคงยังไม่รู้เรื่องที่มีโรคจิตอยู่ในร้านของตน) เราลังเลสักพัก "อืม ไปบอกเหอะ" แล้วเราก็ตัดสินใจกลับไปที่ร้านอีกครั้ง แล้วก็เล่าเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดให้ฟัง ทางร้านก็บอกว่าทราบแล้ว แล้วเล่าต่อไปอีกว่า "มันชักว่าวเสร็จแล้ว มันก็ฉีดใส่ผู้หญิงที่อ่านหนังสืออยู่ข้างๆอ้ะ" "ต๊ายย... น่าเกลียดมาก ทำไปได้ไงนะเธอ" "อู้วว... นึกแล้ว ยี้~~~" พนักงานผู้หญิงในร้านหนังสือต่างก็คุยประจานความน่าเกลียดของโรคจิตไป ... เราถามต่อไปอีกว่า "แล้วตอนนี้โรคจิตยังอยู่ในร้านไหมครับเนี่ย" พนักงานตอบว่า "ไม่อยู่แล้วล่ะ มันเดินออกไปทางโน้น" นิ้วพนักงานชี้ไปตรงทางไปตู้กลอง (เวรแล้วไงกู ดีที่ไม่พบปะกัน) จากนั้นสักพัก ก็มีนักเรียนหญิง ม.ปลายที่มาด้วยกัน 2 คนเดินเข้ามาในร้าน คนหนึ่งกระโปรงเปรอะน้ำเหนียวๆ เป็นทางยาวประมาณ 1 นิ้วกว่า ก็คงใช่คนที่โดนโรคจิตป่ามปามป๊ามใส่แน่นอน ... ทางฝ่ายผู้เสียหายก็ได้ไปแจ้งเรื่องไว้กับฝ่ายรักษาความปลอดภัยของห้างแล้ว คงจะต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการตามสืบคนโรคจิตนี้ต่อไป ... ทุกวันนี้ที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ที่มีมนุษย์หลายคนอยู่รอบข้างตัวเรา เราไม่รู้หรอกครับว่าใครโรคจิตหรือไม่ วันดีคืนดีเพื่อนสนิทของคุณเอง อาจจะกลายเป็นโรคจิตก็เป็นได้ ขอให้เราอย่าดำเนินชีวิตด้วยความระแวง และพร้อมที่จะแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อพบพวกเขาเหล่านั้นทันทีดีที่สุดครับ May 03 47 : ความเต็มใจที่เติมเต็มความไม่เต็มเมื่อสัปดาห์ที่แล้วใครได้ไปเที่ยวหรือไปเล่นกับเราที่ MBK คงจะได้เจอกับคนที่ไม่รู้จักมักจี่ด้วยมาทักทาย และคุยราวกับว่าตนรู้จักกับผู้พูดมานานแล้ว ความจริงคนนั้นเป็นเพื่อนผมเองครับ เขาชื่อว่า "นัท" ซึ่งเป็นคนที่ผมสันนิษฐานแล้วว่าเป็น "คนไม่เต็ม" คนไม่เต็ม หรือคนไม่เต็มเต็ง ไม่เต็มบาท เป็นคนที่สามารถดำรงชีวิตเพียงลำพังได้ตามปกติ สามารถทำกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นเช่น อาบน้ำ แปรงฟัน ทานข้าวได้ แต่จะมีปัญหาเมื่อเข้าสังคมในกลุ่มเพื่อน คนไม่เต็มมักจะทำอะไรที่ไม่เหมือนกับชาวบ้านเขา เดี๋ยวจะบอกว่าเราเจออะไรมามั่ง -------------------------------- ตัวอย่างคนไม่เต็มที่เคยพบ - กานต์ Electroshock ![]() ได้รู้จักกานต์มาเป็นปีละ กานต์เป็นคนมีน้ำใจ มักจะแบ่งโค้กที่ซื้อมาจาก watson มาให้กินเสมอ (เขาไม่ได้แบ่งหรอก ไปแงะเขา 555+) และกานต์นี้เองก็เป็นคนที่มีความรู้เรื่อง Music Game อยู่เต็มเปี่ยม ... จนถึงขนาดไปพูดเรื่อง Music Games กับคนที่กะลังยืนดู Ghost Squad อยู่ได้หน้าตาเฉย (นั่นก็นานมาละ) แต่กานต์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ "นัท" ที่หลายคนได้เจอกัน - นัท เรารู้จักนัทเมื่อสมัย ez2dj ภาค 4 เนื่องจากเขาเข้ามาทักทายเราเพราะเห็นว่าเราก็เล่น Music game เหมือนกันกับเขา ก็ได้สนทนาอะไรเล็กน้อยบ้าง แต่นานวันเข้าก็ทำให้เรารู้ว่าโลกมันกลมเสียจริงๆ เพราะว่าบ้านนัทเป็นคอนโดซึ่งอยู่ข้างๆกับคอนโดเรานี่เอง !? เราจึงถูกชักชวนให้ไปเล่นเกมที่คอนโดเขา และไปรบกวนเขาบ้างเป็นครั้งคราว บางครั้งเขาก็ถึงขนาดเลี้ยงข้าวเราเลยทีเดียว ลำพังเจอแค่นี้ก็ไม่เอะใจหรอกว่าจะเป็นคนผิดปกติอะไร แต่พออยู่มาวันหนึ่ง ก็ได้ตกลงที่จะไป MBK ด้วยกันกับเขา พอไปถึง MBK ก็ได้เจอเหมือนกับสิ่งที่ทุกคนเห็น นั่นก็คือ เขาเข้าไปทักคนที่ไม่ได้รู้จักด้วยเลย เหมือนรู้จักกันมาสมัยประถม จู่ๆยืนอยู่ตู้เกม เขาก็ร้อง "วู้" ซะเฉยๆโดยไม่มีเหตุผลอะไร เรายืนอยู่เฉยๆ นัทก็เข้ามาเตะ ต่อย หยิก กอดเราเฉย เวลาไปกินข้าวก็จะเรอดัง "เอร่อะ~~~" แบบไม่เกรงใจประชาชี ... แต่ล่าสุดที่ไปเจอมาก็คือ สัปดาห์ก่อนที่พี่สองยกวิทยุมาจะเต้น EXILE จู่ๆนัทก็เดินเข้าไปงัดแงะวิทยุราวกับเป็นของตนเอง พองัดเสร็จก็หันมาทักเราทันที พี่สองกับพรรคพวกก็งงๆ ถามว่านี่เป็นใคร เราเห็นดังนั้นมันก็อายแบบบอกไม่ถูก... อารมณ์ประมาณว่า "ชินจังทำท่ามนุษย์ต่างดาวนู้ดครึ่งก้นต่อหน้าประชาชนเสร็จแล้วก็หันมาทักคาซาม่าคุง" ... อารมณ์นั้นเลย วันหนึ่งเคยถามตรงๆไปเลยว่า "เห้ยย... นายเต็มรึเปล่าเนี่ย" นัทก็ตอบไม่ตรงประเด็น ประมาณว่าจะสนทนากับเขาให้ได้เรื่องราวเป็นเรื่องที่ยากมากๆ แล้วก็จะตอบแบบงงๆ จนบางครั้ง เราเองก็ปวดหัวและงงกับนัทหลายครั้งเหมือนกัน -------------------------------- แต่สิ่งสุดท้ายที่อยากจะบอกก็อยากจะยกคำพูดของพี่กันที่ว่า "อย่ามองแต่ส่วนเสียจนลืมส่วนดีของเขาเสียล่ะ" อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไปทำผิดกฎหมาย ไปฆ่าแกงใคร ในเมื่อรู้จักเขาแล้ว เวลาเขาทำอะไรแปลกๆ ที่มันผิดมารยาทจารีตประเพณีก็ช่วยๆเตือนหน่อยละกัน ขอบคุณมากเลย April 02 45 : คอมพิวเตอร์กับความจริงใจไชโย วันนี้พี่ชาย 2 คนไม่อยู่ เราจะได้เล่นคอมพ์ตลอดวันเป็นครั้งแรกแล้ว
----------------------
เมื่อเช้านี้ เสียง msn ดังขึ้น
เพื่อนที่ รร. ทักมา เขาชื่อว่า Meen
...คุ้นๆมะ?
ก็เป็นเจ้าของ bmsfile.com ที่คนส่วนใหญ่ในบอร์ดใช้อัพโหลดกันน่ะแหละ
มีนบอกว่าตอนนี้อยู่บ้านเพื่อนที่สุรวงศ์ซึ่งใกล้ๆกับบ้านเราซึ่งอยู่สีลม
จึงจะมาหาที่บ้านเรา เพื่อขอcopyไฟล์ ของ o2jam ไปเล่นที่บ้าน
มีนบอกเตรียม hdd ไว้เรียบร้อยแล้ว
เราก็บอก "อืม... มาสิ"
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง มีนโทรเข้ามาที่มือถือเราบอกว่าถึงหน้าบ้านแล้ว ออกมารับด้วย
พอมีนเข้ามาถึงบ้านก็ไม่รอช้ารีบเสียบ hdd เข้ากับเครื่อง
ปรากฎว่าเครื่องอ่านไม่ออก และเริ่มค้างนิดๆ
มีนจึงถอดแล้วเสียบใหม่ คราวนี้เครื่องก็ขึ้น hdd มาแต่ก็เปิดไม่ได้อยู่ดี
มีนลองเปลี่ยนที่เสียบสายอยู่หลายครั้ง
จนในที่สุดมีนทนไม่ไหวจึงรีบ reset เครื่อง
...หน้าจอมืด
เรากับมีนนั่งอึ้งสักพัก พลาง restart ใหม่เรื่อยๆ
ในที่สุดก็ได้พบกับความจริงว่า มีนรีบ reset ไปเพราะว่า
ยังถอดสาย hdd ได้ไม่นานเครื่องมันยัง save ไม่ทันแต่รีบ reset ไปก่อน
ผลลัพธ์ที่ได้คือ windows เจ๊ง ต้องลงwindows ใหม่
...เรารู้ดังนั้นก็ใจหายเหมือนกัน มีนพยายามแก้ไขอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ
จึงได้ความคิดที่ว่าจะไปขอไรท์ windows จากบ้านเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆที่มีนไปมาเมื่อกี้
ว่าแล้วก็ไปซื้อแผ่นเปล่าที่ 7eleven
กรรมเวร... เซเว่นขายแต่แผ่นdvd ซึ่งบ้านเพื่อนดังกล่าวไม่มีเครื่องไรท์ dvd
ลองเดินไปดูอีกสาขาที่ใกล้เคียงก็ได้ผลลัพธ์เหมือนกันคือ มีแต่ dvd
มีนจึงลองโทรไปหาเพื่อนคนนั้นดู เพื่อนคนนั้นก็บอกว่ามีแผ่นเปล่าอยู่
ว่าดังนั้นก็เดินไปที่บ้านเพื่อน และไรท์ windows
สีหน้าเราตอนนั้นออกจะซึมนิดๆราวกับว่าเครื่องจะระเบิดยังไงยังงั้น
ก็ได้แต่คิดว่าอุตส่าห์ได้เล่นทั้งวันทั้งที แต่เครื่องกลับมาเป็นยังงี้ เซ็งเล็กน้อย
แต่มีนกลับ always happy (ตามชื่อmsnมัน - -")
มีนพยายามจะเล่นมุกปลอบตลอดเวลา ก็ฮาบ้างไม่ฮาบ้าง
... แต่ส่วนใหญ่จะไม่ฮา
พอไรท์ windows เสร็จก็รีบเดินกลับบ้านไปลง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
และต้องลงสารพัดโปรแกรมมากมายเสียใหม่ ซึ่ง Meen เป็นคนจัดการเองทั้งหมด
... ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่าการที่จะทำให้เครื่องกลับมาเหมือนเดิมมากที่สุด
คือ มีเน็ตใช้ มีเวปแคมเล่น มีไดรเวอร์เสียงไว้ฟัง มีmsn พลัส และบลาๆๆ
ต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่มีนก็เสียสละเวลาการกลับบ้านของตน
ตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงเกือบทุ่ม นานจนเรานอนรอได้เลยล่ะ
ในที่สุดก็เสร็จ ถึงแม้เครื่องจะยังขลุกขลัก กระตุกๆบ้าง
เพราะ hdd กะลังอ่านโปรแกรมที่หาไม่เจออยู่ แต่ได้เล่นเหมือนเดิมก็ถือว่าดีมากแล้ว
---------------------------
แม้เครื่องจะข้อมูลหายไปเยอะมากๆ
แต่แลกกับความจริงใจของเพื่อน ทำให้เรารุ้ว่าเพื่อนคนนี้สามารถเป็นที่พึ่งได้ยามเราลำบาก
ก็นับว่าคุ้มทีเดียว January 05 33 : แต๊ะเอียละเหี่ยใจใครเป็นลูกคนจีนหรือลูกคนอะไรก็ตามคงจะต้องรู้จักกับ
แต๊ะเอีย หรือ อั่งเปา
เป็นอย่างดีแน่นอน
มันคือสิ่งที่เด็กๆต้องการมากที่สุดรองจากอาหารฟรีในวันตรุษจีน
ผมเองก็เป็นลูกคนจีนคนหนึ่งที่ได้ผ่านประสบการณ์การรับแต๊ะเอีย
(พูดเหมือนปีนี้จะไม่ได้ - -")
ก้อทำให้รู้ว่าการได้เงินมาล้นมือ คนเรามันก้อรนได้เหมือนกัน
--------------------------------------
ย้อนไปสมัยเราอยู่ ป.6
เป็นสมัยแรกๆที่เราเริ่มรู้จักที่จะใช้เงินมากขึ้น เนื่องจากต้องไปพบเพื่อนที่ mbkบ่อย
การได้รับแต๊ะเอียเหมือนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะได้ทำให้เรามีตังค์เก็บ
ไว้กิน ไว้เที่ยว ไว้เล่น ไว้ซื้อ
...มาถึงวันตรุษจีนปีนั้นได้แต๊ะเอียรวม 3200บาทถ้วน
ในใจเราก้อคำนึงว่า"โอ้โห ได้เงินมากขนาดนี้คงเล่นเกมสะใจแน่ๆ"
แต่เงินเยอะขนาดนี้จะเก็บยังไงดีละนี่ เดี๋ยวเกรงว่าเราจะทำหาย
แม่ไง ใช่เลยแม่... ฝากเงินแม่ดีกว่า...
ฝากไปป้าบ 3200บาท
...หนึ่งสัปดาห์ต่อมา นึกถึงเงินแต๊ะเอียได้ เลยบอกว่า
"หม่าม้า...ขอเงินแต๊ะเอียที่ฝากไว้100นึง"
แม่ให้คำตอบกับผมอย่างที่ผมไม่คาดคิดเป็นอย่างยิ่ง แม่ตอบว่า
"อ๋อ... หม่าม้าเอาไปใช้หมดแล้ว"
OMG!!!
ความฝันเรื่องไปเที่ยว ไปกิน ไปเล่น ดังกล่าวข้างบนแทบสลาย
ปีหน้าเลยคิดว่าจะไม่ฝากแต๊ะเอียกับแม่อีกแล้ว
ฝากกับพ่อดีกว่า
ว่าแล้วปีนี้ก้อต้องทำใจกับแต๊ะเอียไปก่อนครับ T^T
------------------------------------
ขึ้น ม.1แล้ว
ยังระลึกแผนการที่ว่าจะฝากเงินไว้กับพ่อได้
ปีนี้ได้มา 3500บาท ก้อเยอะใช้ได้ แม่ผมเห็นดังนั้นก้อกล่าวว่า
"นี่...เอามาฝากที่หม่าม้ามา เดี๋ยวหม่าม้าเก็บให้..."
"เรื่องอะไรล่ะ!!!" เราก้อคิดในใจ
ว่าแล้วก้อไปฝากเงินกับปะป๊า เหลือบไปเห็นหม่าม้าดูเงียบๆไป
แต่เราก้อไม่ได้คิดอะไร...
ปีนี้เราคิดว่าจะฝากเงินเก็บไว้กับพ่อเผื่อสมทบไว้ปีหน้า
เงินเก็บเราคงพอกพูนขึ้นเป็นแน่แท้ (คิดแล้วก้อมีความสุขในใจ^^)
แต่อยู่มาช่วงปิดเทอมเล็ก เงินเกิดรั่วไม่มีใช้ ขึ้นมา
นึกถึงเงินแต๊ะเอียที่ฝากไว้กับพ่อได้เลยบอกกับพ่อว่า
"ปะป๊า เงินแต๊ะเอียที่ฝากไว้อะ ขอเบิกหน่อย200บาท"
"เงินแต๊ะเอียอะไร...ไม่มีแล้ว"
= ="
"อ้าว... ก้อเงินแต๊ะเอียที่ฝากไว้เมื่อต้นปีไงล่ะ ปะป๊า"
ปะป๊าตอบเราว่า "ไม่มีแล้ว คิดซะว่าเงินที่พ่อเลี้ยงข้าวแกทุกวัน เป็นเงินแต๊ะเอียไปละกัน"
นั่น!!!
ปีนี้ก้อต้องปลงเรื่องแต๊ะเอียไปอีกปี แต่ก้อไม่คิดอะไรมาก
เพราะอีกไม่กี่เดือนก้อจะถึงตรุษจีนปีหน้า
-----------------------------------
ตรุษจีนปีถัดมา
คราวนี้คิดว่าได้เงินมาจะต้องเก็บไว้กับตัวเอง ไม่ฝากใครแล้ว !!!
พ่อแม่ตัวเองไว้ใจไม่ได้เลย !!!
ปีนี้ได้มา3000บาทถ้วน (
ทำไมมันน้อยลงนิ น้อยลงเหมือนจะรู้ทางว่าเราจะไม่ฝากเงินกับพ่อแม่แล้ว -*-)
ได้เงินมา เก็บใส่เก๊ะตนเองเลยครับ !!! เก็บไว้อย่างดี ไม่มีใครมาหยิบแน่ๆ!!
รุ่งขึ้น ไปเรียนที่ รร. ก่อนไป รร. เปิดเก๊ะดูตรวจสอบก่อนว่าเงินแต๊ะเอียยังไม่หายไป
...ก้อยังไม่หายไปจริงๆ ค่อยโล่งใจหน่อย เฮ้อ...
กลับบ้านมา ที่บ้านไม่มีใครอยู่เลย รู้สึกแปลกๆ
เพราะปกติแม่ต้องอยู่เฝ้าบ้านทุกวัน แต่วันนี้หายไป เลยสงสัย
แต่กลับบ้านมายังไงก้อตาม เราก้อยังไม่ลืมที่จะเปิดเก๊ะตรวจสอบเงินแต๊ะเอีย
ฟึ่บ!!! (เสียงเปิดเก๊ะ)
เงินหายไป...
พร้อมกับมีเดธโน้ต เอ๊ย...โน้ตธรรมดาเขียนไว้อยู่ว่า...
"ตอนนี้เงินฝากไว้ที่หม่าม้า3000บาทแล้ว"
แต่ตอนนั้นอ่านแทบช็อค เราแทบอ่านเป็นว่า
"ตอนนี้เงินแกอยู่ในมือข้า3000บาทแล้ว"
พอไปถามแม่แม่ก้อบอกว่า เงินแต๊ะเอียได้ใช้ไปหมดแล้ว
อ้ากกกก....
และแล้วนี่ก้อคือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับเราในการเก็บเงิน แต๊ะเอีย
ตอนนั้นอายุ 15พอดี เก็บเงินใส่atmกับเงินแต๊ะเอียที่ได้มา2000บาท
-----------------------------------------
เฮ้อ... ในที่สุดเงินแต๊ะเอียของเราก้อได้ใช้อย่างปลอดภัยเสียทีนะครับ
อ้อ... ปีนี้ก้อ
อั่งเปาตั่วตั่วไก๊...
(ขอให้ได้อั่งเปาเยอะๆ)
ทุกคนนะครับ ^^
บ๊าย บาย... January 01 31 : explode new yearเมื่อวานวันสิ้นปี มาmbkเพื่อนัดที่จะกินหมูกะทะปลาทองกัน
บุคคลที่มามีดังนี้
เรา นิว อาร์ม ป๊อป โอม ตวง พี่ล้ง พี่กัน
ตอนแรกตกลงว่าจะกินปลาทองแต่ไปมาก้อกลายเป็นไดโดมอน
เนื่องจากพี่ล้งมีประสบการณ์การกินหมูกะทะอย่างโชกโชน3ครั้ง
แล้วโดนแงะทุกครั้ง (คงเป็นเราด้วยส่วนนึง 55+)
ก้อเลยกินไดโดมอน เพราะระบุรายคนได้เลยว่าจ่ายเท่าไรๆ
-----------------------------------
ตกเกือบ6โมงเย็นก้อได้เข้าไปกินไดโดมอน
หลังจากที่รอคิวเพราะวันนั้นคนก้อกินกันเยอะเหมือนกัน
ขณะที่กินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้นเอง
นิวได้รับโทรศัพท์ซึ่งมีข่าวว่า มีระเบิดเกิดขึ้นที่อนุสาวรีย์ คลองเตย
ตายไปแล้ว 2คน ทุกคนถึงกับงี่ดเลย
เพราะที่ mbkที่เรากินนั้นเองอาจจะเป็นเป้าหมายก็ได้
ต่อมาพี่ล้งก้อโทรไปหแม่เพื่อคุยเรื่องระเบิดนี้เหมือนกัน
ต่อมาอีก ตวงก้อได้รับโทรศัพท์ทั้งพ่อและแม่เรื่องระเบิดด้วยความเป็นห่วง
เหมือนทุกคนจะได้รับโทรศัพท์วนกับจะครบรอบโต๊ะแล้ว
เหลือเรากับพี่กัน ที่ยังไม่ได้รับโทรศัพท์
แต่พี่กันบอกว่าไม่ได้เอามือถือมา ก้อคงเหลือแค่เรา
คิดว่าคงไม่มีใครโทรมาหาเรา
สักพักขาสั่น กึกๆ พี่โทรมาหาเราครับ
ก้อคุยกันเรื่องระเบิดแล้วก้อบอกว่าให้กลับบ้านมาไวๆดีกว่า
เป็นว่าหลังจากนั้นต้องรีบโซ้ย รีบจ่ายตังค์แล้วเผ่นออกจาก mbkก่อนดีกว่า
เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เป็นเวลาประมาณ 19.30น. ได้
รู้สึกว่าแดกไม่คุ้มแต่ก้อต้องยอม
ไม่เข้าใจสันดานคนวางระเบิดจริงๆ มีความสุขบนความทุกข์คนอื่น
หลังจากนั้นเราก้อปลีกตัวกลับบ้านก่อน
ที่เหลือซึ่งมี พี่กัน นิว อาร์ม ป๊อป บอกจะไปบ้านตวงกัน
เป็นปีใหม่ที่น่าหดหู่อีกปีหนึ่งไปครับ
--------------------------------------
ดีแล้วที่mbkไม่ระเบิด แล้วก้อไม่อยากให้ระเบิดมากไปกว่านี้
ติดตามข่าวสรุปได้ที่นี่ พี่ล้งส่งให้มา
--------------------------------------
ยังไงก้อสวัสดีปีหมูนะครับผม บะบาย December 29 27 : ชีวิตท่วงทำนอง - melody lifeวันนี้จะมากล่าวถึงวันแรกที่เล่นมิวสิกเกม ซึ่งก้อคือที่บ้าน
(เฉลย funtestข้อนึงซะงั้น หุหุ ไม่เป็นไร เดี๋ยวปีใหม่เฉลยแล้ว อิอิ)
---------------------------------
วันหนึ่งที่บ้าน เรากำลังเล่นเกมps1อย่างเมามันส์
ตอนนั้นเป็นคนบ้าbombermanมาก เล่นได้ทั้งวัน
ก้อเล่น bomberman worldอยู่ พี่ก้อเดินเข้ามาในห้องพร้อมเกมใหม่
เราก้อไม่เอะใจ เพราะตอนก่อนพี่ก้อซื้อเกมใหม่มาทุกวัน
...beatmania!?...
เห็นแล้วงง ก้อเลยเปิดเล่นดู เริ่มมาเล่นไม่เป็นเลยนะ ต้องให้พีสอน
เกมอะไรวะ มีแต่เส้นร่วงลงมาแล้วมีคนมาเต้นแด่วๆตรงกลางจอ
สักพัก...อ๋อยังงี้เหรอที่เค้าเรียกเกมดนตรี(musicgame)
ชักจะชอบแล้วสิ หลังจากนั้นเราก้อกลายเป็นคนรักเสียงดนตรีทันที
หลังจากที่เล่นแต่เกมหัวเหลี่ยมปาระเบิดก้อเปลี่ยนมานั่งเล่น beatmaniaทั้งวัน
ตอนนั้นเรายังสู้พี่ไม่ได้หรอก พี่เก่งมากเลยเพราะมีพื้นฐานด้านจังหวะมั่นคง
(พี่เราเล่นกลองชุดอะ เราเองก้ออยากเล่นมั่ง TWT)
สมัยก่อนเราก้อยังเฮฮากับเพลงแมวของbeatmaniaที่ทำเอาทั้งบ้านฮาได้
(ใครเล่นbeatmaniaช่วงแรกๆต้องรู้จักแน่ๆ เพลงแมวอะ ^^)
ทั้งบ้านเลยนะ โดยตัวเพลงก้อฮาอยู่แล้ว แต่พอเปิดเพลงนี้เล่นทีไร
ปะป๊าต้องตื่นทุกที วันนึงปะป๊าเดินมาบ่น
"นี่ เล่นเพลงอะไรอะ เมี๊ยวๆอยู่ได้" ฮาทั้งบ้าน
เพราะไม่เคยเห็นปะป๊าโลลิเข้าสิงขนาดนี้มาก่อน 555+
...เริ่มชอบmusicgameมากขึ้นแล้วสิ มันมีความสุขขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
-------------------------------------
วันหนึ่งไปmbkกะปะป๊า ไปกินข้าวคูปองชั้น 6
หลังจากกินเสร็จเราก้อจะเดินแวะชั้น7ทุกครั้ง จนได้มาเห็น musicgameที่ชอบ
เลยเล่น!! ตอนก่อนจะชอบเล่น vj มาก (ถึงแม้จะเป็นเกมเลียนแบบก้อเหอะ)
เกม vjเป็นมิวสิกเกมที่มีปุ่มกด 6 ปุ่ม
(มือซ้ายควบคุม 3ปุ่ม ขวา 3ปุ่มและหมุนซาลาเปา1ก้อน)
เอ่อ มันเป็นแท่งกลมๆที่หมุนได้ ไม่รู้จะเรียกไงอะ เอาเป็นซาลาเปาละกัน...
รู้สึกสนุกมากๆ หลังจากนั้นก้อเริ่มมีมิวสิกเกมมากขึ้นเรื่อยๆ
อาทิ -beatmania complete mix
ชอบมากๆเพราะเพลงส่วนใหญ่เหมือนกับที่เล่นที่บ้าน โชว์ได้ อิอิ
-beatmaniaIIDX
ตอนนั้นยังนู้บอยู่เลยเล่นแต่5keysเพราะเล่น7keysไม่เป็น
-drummania 5นาที
...คือ เราหยอดเหรียญไปจะได้เล่น 5นาที
เป็นตู้กลองยัดps2ไว้ข้างใน หยอด10บาทมีเวลาเล่น5นาที
หยอดเพิ่มก้อได้เวลาเพิ่มอีก 5นาทีเป็นร้านเน็ตเลย 555+
คือมันก้อเข้าใจคิดนะ 5นาทีมันก้อเท่ากับ3เพลงพอดีไง
-ddr
ตะก่อนคนฮิตเกมนี้มากๆๆๆๆๆๆ ถึงกับออกทีวี เป็นเกมลดความอ้วน
แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้เล่นเลย 555+
-ez2dj
เล่นบ่อยสุดแล้ว ถึงขนาดนั่งจ้องหน้าตู้ได้ทั้งวัน
--------------------------------------
ปกติเราจะได้รับการทักทายจากคนที่สัญจรไปมาที่นั่นบ่อยๆ
บางคนเจอหน้ากันบ่อยตอนเล่นที่ตู้ ก้อเลยทักทายแนะนำตัวเป็นเพื่อน
แต่ไม่นานเขาก้อหายไป ... เหมือนตัวเองไม่มีหลักแหล่ง
จนได้มารู้จัก ญ คนหนึ่งเขาชื่อว่า host เอ๊ย เปียว
เราจำไม่ได้แล้วนะว่าเรารู้จักกันได้ไง
ประมาณว่าเขาเข้ามาทักเราและก้อชวนเล่น เขาจะเล่น ruby mix
พอเขาเล่นไม่ไหวเราก้อจะเข้าไปแทรก (แงะตั้งแต่เด็กเลย555+)
เปียวคงจะงงๆ และคิดว่า เราหยอดไป 20บาททำไมเหมือนได้เล่นแค่5บาทเอง
หลังจากนั้นก้อเริ่มมีเพื่อนมากขึ้น เปียวก้อพาตูนมาแนะนำให้เรารู้จัก
เราเองก้อมีเพื่อน ญ ที่ร้าน kob skate shop
เป็นเด็กรร.กุหลาบฯ หมดเลย
ช่วงนั้นจะมีแต่เพื่อน ญ ที่เล่นด้วยกันที่ mbk
เราก้อตื่นเต้นเหมือนกัน ^^
(คนเรียน รร.ชายล้วนมาเจอ ญ ก้อตื่นเต้นเป็นธรรมดา(รึเปล่า))
--------------------------------------
แต่หลังจากนั้น ไม่นาน.. เด็กรร.กุหลาบฯก้อหายไป
เปียวก้อไม่ค่อยได้มาแล้ว เหมือนเราเล่นอยู่คนเดียว ไม่มีหลักแหล่ง
วันศุกร์วันหนึ่งมีผู้ชายใส่แว่นขอบดำ เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำ
มาเล่น music gameเก่งพอควร
เห็นตอนตั้งชื่อก้อยังเอะใจว่าอ่านว่าอะไร
"L O N C"
ด้วยความเกรียนที่เรามีมากในสมัยนั้น เราเลยเข้าไปข่ม 55+
ว่าแล้วก้อโชว์ไป พอเล่นเสร็จ พี่เค้าก้อเข้ามาทัก !!!
เราก้อเลยแนะนำตัว "ชื่อ ยศนะครับ" พอเราถามชื่อพี่เค้าบ้าง
พี่เค้าก้อให้เราทาย... (เพิ่งเริ่มรู้จักก้อกวนยังงี้เลย)
นั่งทายชื่อเล่นพี่เค้าไป 1ชม.
ลอง หลง ล้อง ร้อง รงค์ ล่ง ลอนซี่
อ่อ ชื่อพี่ล้ง
จากนั้นพี่ล้งก้อได้แนะนำเวปjammaniaให้เรารู้จัก
เราก้อเข้าไปสมัยที่มันยังเป็น
se-ed.net/jammania
ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนและมีเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆในสังคม musicgameจนถึงปัจจุบัน
-----------------------------------
ประโยชน์อีกอย่างของ music gamesคือ
เอาไปใช้ในวิชาดนตรีไทยได้ เราต้องเล่นระนาดเอก
รู้สึกสนุกดีและอยากตีมากๆ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนหัวรุนแรงในสมัยนั้น
ตีตะกั่วหลุดเป็นประจำ 555+
แต่เราก้อสอบได้คะแนนดี เลยยิ่งรักmusic gamesมากยิ่งขึ้นทวีคูณ
-----------------------------------
ตอนนี้เรามีเพื่อนมากมายหลายคนทั้งที่รู้จักชื่อและไม่รู้จักชื่อ
ก้อเหมือนชีวิตที่มีท่วงทำนองคอยสร้างสีสันให้ชีวิตผมได้บรรเลงตามใจชอบ
รู้สึกมีความสุขกับเพื่อนทุกคนมากๆเลยครับ
รักทุกคนครับ^^ December 26 26 : ชีวิตคนไม่ใช่หุ่นยนต์บ่อยครั้งที่เราโดนแม่ดุ แม่บ่น แม่ว่า
เป็นเรื่องปกติแหละนะที่จะต้องโดนแม่บ่น
เชื่อว่าไม่มีแม่ใครที่ไม่บ่นกับลูก เพราะขนาดผัวเขาเองก้อยังบ่น
เรียกว่าเกิดมาเพื่อบ่นเลยก้อได้มั้ง
-------------------------------------
ที่จะเล่า คือสิ่งที่คิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลที่แม่ควรจะบ่น
...วันหนึ่ง ในช่วงปิดเทอม เป็นวันว่างเราก้อไปเที่ยว mbk กับเพื่อนสิ
mbk ก้อเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเรา
ปิดเทอมคราวก่อนเราเลยไปแทบทุกวัน เพื่อไปพบปะหน้าเพื่อน
ทีนี้เราไปบ่อย ตอนกลับบ้านมาวันหนึ่งแม่เราเลยบ่นใส่ว่า
"นี่..วันๆไปแต่มาบุญครองไม่เบื่อบ้างเหรอ อยู่บ้านมั่งสิ"
เราได้ยินดังนั้น ไม่กี่วัน อยู่บ้านก้อได้วะ
ที่อยู่บ้านมันก้อมีสาเหตุอันเนื่องมาจากตังค์ไม่มีด้วยแหละ
...อืม ก้ออยู่บ้านไป
คนเราเป็นเด็กก้อต้องหาอะไรบันเทิงบ้าง บ้านเราจะมีอะไรบันเทิงละ
ก้อมีแค่ ps1(ตอนนั้นบ้านยังไม่มีคอมพ์)
ก้อเล่นๆไปเรื่อยๆ เล่นไปได้ไม่นาน แม่ก้อมาบ่น
"นี่..เล่นเกมนานสายตาเสียรู้มั้ย พักซะบ้าง ไปดูทีวีไป"
ขอคั่นนิดนึง
การเล่นเกมกับการดูทีวีนี่ต่างกันยังไงเหรอ (ถ้ามองห่างจากทีวีในระยะเท่ากัน)
เห็นแต่บอกว่าเล่นเกมแล้วสายตาเสีย พ่อนั่งดูทีวีทั้งวันสายตาไม่เสียกว่าเหรอ
อันนี้สงสัยเฉยๆ... แต่เวลาแม่บ่นก้อไม่เถียง ก้อเราไม่รู้นี่หว่า
อ่ะ...ต่อ
หลังจากแม่บ่น ก้อเล่นเกมอีกแปป แล้วก้อไปดูทีวี
กำลังดูทีวีอย่างเพลิดเพลินบันเทิงใจ
ดูไปนานๆเข้า แม่เดินมาอีกแล้ว ...
"นอนวันๆอยู่บ้านหัดทำอะไรให้เป็นประโยชน์บ้าง เอาผ้าไปถูบ้านซะ"
ว่าแล้วแม่ก้อขว้างผ้ามา ฟ้าว...
เอ่อ... ขว้างไม่ดูเลย เข้าหน้าเราเต็มๆ ปุ่ก...
อืมนะ... เราก้อถูๆไป แล้วก้อมานั่งดูทีวีต่อ
ก้อไม่มีอะไรทำนี่หว่า อยู่บ้านมันน่าเบื่อเสียจริง
...ตกเย็น แม่ก้อเรียกให้ไปกินข้าว
"มากินข้าวเร็ว เอาแต่ดูทีวีทั้งวัน..."
เมนูวันนั้นเป็น ผักไม้กวาดซึ่งมีตับอยู่ด้วย ผมเป็นคนไม่กินเครื่องในอะครับ
เราก้อไม่อยากกินตับก้อเลยจะแอบเขี่ยๆทิ้ง แต่ก้อไม่พ้นสายตาแม่จนได้
"ตับน่ะ..ทำไมไม่รู้จักกิน มันมีวิตามินA-Zเลยนะ"
โดนอีก...
อื้อหือ...มีวิตามินเอถึงแซดเลย วันหลังต้องกินให้ได้ - -"
กินเสร็จก้ออาบน้ำนอน...
...รุ่งขึ้นตื่นขึ้นมา วันนี้กะจะอยู่บ้านอีกวันนึงเพราะเงินยังไม่หมุน
คิดว่าแม่คงชอบด้วยละ อยู่บ้านตามที่แม่บอก
แม่เดินดุ่ยๆมา
"นี่... อยู่แต่บ้านหัดไปเที่ยวข้างนอกบ้าง"
(อ่าว..เอาไง)
-------------------------------------------
บางครั้งเราก้อคิดว่าสิ่งที่แม่พูดไปมันไม่มีเหตุผลซะเลย
บางครั้งเราก้อต้องมานั่งเชื่อฟังในสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ดี
เพราะเรามีสิ่งที่คิดว่าดีกว่าที่แม่มี
...ทุกอย่างที่พูดมาล้วนไม่จริงหรอก
ที่แม่ทำมาทุกอย่างก้อเป็นเพราะความรัก
ไม่มีแม่คนไหนที่คิดจะแกล้งลูกอย่างเอาเป็นเอาตายหรอก
ชีวิตคนเราไม่ใช่ละคร ที่ต้องดำเนินตาม script
ชีวิตคนเราไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่ต้องคอยรับข้อมูลที่ป้อนให้มำแต่ความดี
คนเราผิดพลั้งกันได้ แต่ผิดแล้วเราก้อจะรู้ตัวว่า ทำอย่างนี้ผิดนะ อย่าทำอย่างนี้อีก
-------------------------------------------
เชื่อว่า ปีที่ผ่านมา เราต้องเคยทำผิดมาบ้างไม่มากก้อน้อย
ขอให้ปีใหม่ที่จะถึงนี้ ให้เราปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เราทำผิดพลั้งไปในปีก่อนให้ดีขึ้น
เคยทำอะไรให้พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติมิตร เสียใจ
ปีนี้เริ่มใหม่ ไม่สายเกินไป
โชคดีคร้าบ
-------------------------------------------
แถมโฆษณาชีวิตไม่ใช่หุ่นยนต์
December 19 23 : ปิดตัวเองบางครั้งคนเราเวลาเครียดมากๆก้ออยากจะออเซาะใครบางคน
อยากจะระบายกับใครบางคน ระบายสิ่งที่ตนเองได้รับความเจ็บช้ำจากการไปนอกบ้านมา
ถ้าเป็นตอนเด็ก เรายังมีพ่อแม่ที่คอยให้เวลาเราในการรับความรู้สึกของเรา
เช่น เราอาจจะโดนเพื่อนแกล้งมา เราก็จะมากอดพ่อกอดแม่เราแล้วก็ร้องไห้โฮๆๆ
พูดกับพ่อกับแม่ถึงสิ่งที่ตัวเองไปโดนจากข้างนอกมา ถึงแม้พ่อแม่จะฟังสิ่งที่เราพูดไม่รู้เรื่องก็ตาม
คนเราเวลาร้องไห้ ไม่ต้องไปฟังเขาพูดหรอกครับ ฟังไม่รู้เรื่องหรอก
นั่นคือตอนเด็ก
... ตอนนี้เราโตแล้ว เราฐานะลูกผู้ชาย ขึ้นชื่อว่าเป็น " นาย" แล้ว
เราจะมาร้องไห้แบบนี้ไม่ได้ เราจะมาออเซาะใครไม่ได้แล้ว สิ่งที่เราโดนจากภายนอกมาเราต้องยอมรับ
รู้จักยอมรับมัน ถ้าเราเก็บไปเครียดคนเดียวอย่างนี้ใครก็ช่วยไม่ได้
ถ้าเรามีปัญหาเราก็ต้องปรึกษาเพื่อน ถ้าเพื่อนทำสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็ต้องบอกว่าเราไม่ชอบ
ไม่ใช่พอเพื่อนทำสิ่งที่เราไม่ชอบเราก็วิ่งหนีไป แล้วก็ทำเป็นไม่คุยกับเพื่อน ทำแบบนี้เพื่อนก็ไม่รู้ว่านายต้องการอะไร
คนเราไม่มีใครเพอร์เฟกต์หนึ่งร้อยเปอร์เซนต์หรอก คนเราย่อมมีการผิดพลาดกันได้
เราว่าถ้าเราทำผิดไปถ้าไม่ร้ายแรงจนสาหัสละก็ ถ้าเราขอโทษสักหน่อยเพื่อนๆย่อมต้องให้อภัยแน่นอน
...คนเราเวลาโกรธ
จะห้ามหยุดฉุดยังไงมันก็ไม่อยู่ เหมือนมาม่าที่เดือดจัดเราก็ยังกินไม่ได้
ต้องรอให้เพื่อนอารมณ์เย็น เหมือนมาม่าที่อุ่นๆ อร่อยกำลังดี
เราถึงค่อยเข้าไปปรับความเข้าใจกับเพื่อน เหมือนเรากำลังกินมาม่าอย่างเอร็ดอร่อยนั่นแหละ
...ทุกคนย่อมเคยงอนใครบางคน เวลาคนทำสิ่งอะไรที่เราไม่ชอบ
การงอนนี่ก็น่ารักนะ เวลาคนเรามาง้อคนงอนเป็นภาพที่เราชอบยังไงก็ไม่รู้สิ
" โอ๋ อย่าโกรธเลยน้า เราขอโทษ ดีกันน้า อิอิ"
...แต่ก็ไม่ใช่งอนบ่อยจนเกินไป อย่างนี้เพื่อนก็รำคาญเหมือนกัน
ทุกอย่างย่อมมีลิมิตของมัน มีขอบเขตของมัน งอนอย่างพอเพียง ดีที่สุด
...ที่สำคัญที่สุด อย่าปิดตัวเอง
เวลาเรามีปัญหาอะไร ก็ให้เพื่อนคอยช่วยคอยแก้ปัญหา
ไม่ใช่ เอะอะอะไรก็ให้เพื่อนทำซะทุกอย่างนะ เราเองก็โตแล้ว ทำเองบ้าง ช่วยๆกันทำ
การปิดตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย ทำไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
...รู้ว่าไม่ดี ทำไมยังมีคนทำเยอะล่ะ
ก็เพราะว่าเขาต้องการเรียกร้องความสนใจไงล่ะ อย่าเถียงว่าไม่ใช่เลย ...
คนที่ทำแบบนี้ก็ย่อมต้องการให้ใครบางคนมาโอ๋เรา เอาใจเรา
ถึงแม้จะมีคนมาเอาใจเราแล้วก็ตาม แน่นอนคนส่วนมากก็จะต้องยังไม่ยอมหายโกรธ
ซึ่งมีคนที่เป็นอย่างนี้อยู่มาก
...ก็เลยชอบประชดเพื่อนด้วยการเดินหนีเพื่อนไป เพื่อให้เพื่อนมาเห็นใจ
ไอ้วิธีประชดเพื่อนโดยการเดินหนีที่กล่าวเนี่ย ร้อยทั้งร้อยเพื่อนจะไม่ตามคุณไปหรอกนะ
เพราะเพื่อนกำลังงงว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่
เขาตามความคิดของคุณไม่ทันหรอกว่าคุณกำลังโกรธอะไรเขาอยู่
...สรุปง่ายๆ ก้อคือ ขอให้เราทำตัวให้ร่าเริงเข้าไว้
เครียดไปก้อไม่มีประโยชน์หรอก เราพูดจริงๆ
...พูดมันพูดง่ายใช่มั้ยล่ะ แต่ถ้าเราพยายามมันก็ไม่อยากเกินที่เราจะทำได้
เพื่อนๆทุกคนพร้อมที่จะให้คำปรึกษาเวลาเรามีปัญหาแน่นอนอยู่แล้ว...
มึงกลับมาเหอะ กูขอร้อง... December 14 21 : การให้เพื่อนมาบ้านมันซมซานอย่างนี้นี่เองหลังจากดอง spaces มานานพอควร ก้อจะเอาเรื่องเล่าที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วันนี้เอง
มาระบายให้ฟัง 555+ (ช่วงนี้เปลี่ยน font เป็นว่าเล่น กะลังหา font ที่ถูกใจ อิอิ)
---------------------------------------------------------------
เรื่องมีอยู่ว่า เราได้รับบัญชาให้ไปทำงานกับเพื่อนรวม 4 คน
(ตามเรื่อง "ท่านหญิงไทยแลนด์บุ๊คทาวเวอร์" ที่ได้เขียนไปนั่นละ)
เมื่อถ่ายทำกันเสร็จก้อถึงเวลาที่จะตัดต่อ
พอดีเพื่อนเราที่มีความสามารถทางด้านการตัดต่อ cd-drive บ้านมันดันเจ๊งซะได้
และบ้านของเพื่อนเราอีก 2 คนก้อไม่มีบ้านใครที่ใกล้โรงเรียนเลย
สรุปคือ มันก้อจะมาทำงานที่บ้านเรา
ทีนี้... วันแรกที่จะเริ่มการตัดต่อ มันก้อเอาแผ่น dvd ซึ่งเป็นข้อมูลงานลงเครื่องเรา
วันนั้นลงแค่ข้อมูลอย่างเดียวแล้วเพื่อนก้อขอเล่น o2jam
เอ่อ... อย่างมันไม่เรียกว่าเล่นนะครับ พังมากกว่า...
เพื่อนเล่นเพลง electro fantasy-shd ex เล่นๆๆไป ก้อทุบๆๆไป
2-3 เพลง เห็นแล้วสงสารคีย์บอร์ดตัวเองเหลือเกิน
หลังจากนั้นเราก้อไปส่งเพื่อน...
ตอนแรกคิดว่าส่งหน้าประตูก้อพอ เพราะเพื่อนมันกลับบ้านเป็น
เราจำได้ว่าเพื่อนเรากลับบ้านเป็นเพราะมันเคยมาบ้านเรารอบนึงแล้ว
เปล่าเลย .. มันลากเราเดินด้วยไปประมาณ 100 เมตรจากบ้าน
แล้วมันก้อกลับไป ไม่รู้จะลากไปทำไม เด็กเห่อคอมพ์อยากเล่นคอมพ์นะกั๊บ -*-
------------------------------------------------------
วันรุ่งขึ้น เพื่อนนัดจะมาบ้านทำงานอีกเราคราวนี้จะมากันครบวงเลย คือมากัน 3 คน
ในใจก้อคิดว่า "เอาแล้วมึง... บ้านระเบิดแน่"
แต่ทว่าเพื่อนคนนึงบอกเราว่า วันนี้ย่าเสีย เลยไปไม่ได้
ฟังไปอาจดูธรรมดาใช่มั้ยครับ ...
อืม.... ย่าเสียก้อคงต้องมีพิธีอะไรก้อตามทำให้ไม่ว่าง ...
จะบอกว่า ...
ย่ามันเสียมา 10 กว่ารอบแล้วครับ ...
เอาง่ายๆคือ เวลามันไม่ว่างจะทำอะไร มันก้อจะอ้างว่าย่าเสียตลอด
ย่าเสีย ย่าเสีย ย่าเสีย .... อืม สักวันย่าคงมาหา คิดถึง...
ก้อเลยกลายเพื่อนเป็นไปบ้านเรา 2 คน วันนี้...
(อืมดี... ลดภาระลงไปหน่อย) และแล้วเพื่อนทั้ง 2 คนก้อถึงที่บ้าน
เอาละ เปิดคอมพ์จะเริ่มตัดต่องานกันละ ทีนี้ก้อให้เพื่อนทำๆไป เราก้อนั่งดู
ต่อมา เครื่องก้อเริ่มช้าเพื่อนเริ่มสงสัย ... เพื่อนเลยเปิดดู spec เครื่อง
processor 1.8 ghz ...
"ช้าว่ะ" เพื่อนคนนึงโพล่งคำนี้ออกมา
ในใจเราเสียความรู้สึกมาก คือเราให้มาบ้านแล้วมาพูดกันยังงี้ ใครจะชอบ
ถัดมาไม่กี่นาที ... จู่ๆเพื่อนก้อพูดขึ้นมาว่า...
"ไอ่ยศแม่งโง่รึเปล่าว่ะ ซื้อคอมพ์มาแต่บ้านไม่มี printer ได้ไง
เดวนี้ใครซื้อคอมพ์เค้าก้อแถม printer กันทั้งนั้น"
เราฟังดังนั้น ก้อตะหงิดใจเล็กๆ เลยถามไปว่า
"กุโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ"
"เออดิวะ" เพื่อนตอบ
...จบ...
สักพักแม่เราก้อเข้ามาในบ้าน เพื่อนทั้ง 2 คนเงียบ
เราต้องบอกว่า "อ่าวแม่... นี่เพื่อนมา" คำว่าสวัสดีถึงจะหลุดออกมาจากปากได้
ถึงแม้เราจะมารู้ก้อเหอะ ว่าใครเข้ามาในบ้าน แต่คนที่เข้ามาเราก้อต้องรู้อยู่แล้วว่า
เขาต้องเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านถึงเข้ามาได้ ไม่ว่าจะเป็น พี่ชาย พ่อ แม่
สวัสดีผิดคนไปก้อไม่ว่าหรอก แต่ไม่สวัสดีอย่างงี้มันเสียความรู้สึก
(แต่จะว่าไปตอนผมไปบ้านพี่ถม ผมไม่กล้าสวัสดีพ่อเขาเลยนะ ไม่อยากบอกหรอกว่าทำไม
ไปคิดเอาเองละกัน เอ้า... ผ่านๆ มาเข้าเรื่องเพื่อนมาบ้านต่อ ...)
แม่ผมมีแคบหมูมาฝาก เพื่อนผมก้อรับปากกิน ก้อกินไป
เพื่อนผมอีกคนก้อกินไป ทำงานตัดต่อไป
ในที่สุดเวลา 5 โมงเย็นก้อเสร็จ (เพื่อนเริ่มมาถึงที่บ้านเราประมาณ 4 โมงเย็นได้)
ก้อใช้เวลาไปประมาณ 1 ชั่วโมงในการทำงาน
ถึงเวลา relax จะให้เพื่อนเล่น djmax ที่เพิ่งโหลดเสร็จมาซะหน่อย
อยากเปิดกะลาเพื่อนให้รูว่า o2jam ไม่ใช่ music games ที่เริ่ดที่สุดสำหรับชีวิตเขา
เปิดให้เล่น...
แก่กกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ....
(อ่าว เยดแม่ ลืมไป ไอ่คนที่เล่นมันตัวพังคีย์บอร์ดนี่หว่า ลืมไปเลย)
เพื่อนเล่นไป 3 เพลง ก้อนั่งน้ำตาตกไป 3 เพลง T T
หลังจากเล่นเสร็จ เพื่อนก้อกลับมาดูไฟล์งานที่ทำค้างไว้
ปรากฏว่า files เจ๊งครับ ...
สรุปง่ายๆ คือที่เพื่อนมาบ้านเราวันนี้ไม่ได้งานอะไรคืบหน้าเลยครับ...
ก้อเครียดไปตามๆกัน จากนั้นเราก้อไปส่งเพื่อน 100 เมตรเหมือนกับเมื่อวาน T T
กลับมาบ้านจะเล่น djmax ต่อ ...
ทำไมคีย์บอร์ดมัน มันแผลบๆ เลยวะ ???
อ่อ... ไอ่เพื่อนเรานี่ มันแดกแคบหมูที่แม่ให้มาแล้วไม่ล้างมือทำงานต่อเลย -*-
คีย์บอร์ดมันแผลบๆ -*-
+++++++++++++++++++++++++++
ก้อรู้แล้วว่า
"การให้เพื่อนมาบ้านมันซมซานอย่างนี้นี่เอง"
นะครับ ... อิอิ
ปล. จ๊วบบ... ยังไงเพื่อนทุกคนก้อเป็นคนดีสำหรับชีวิตเรา
พวกนายทำให้ชีวิตเรามีสีสัน ทำให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป
--------------------------------------------------
ถ้าเราไม่มี "เพื่อน"เราคงขาดใจตาย ... December 10 19 : ข่าวด่วนขอคั่นเรื่องมากีไว้สักครู่นะครับ เพราะมีข่าวด่วนอยากจะบอก
------------------------------------------------
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมเวลา 2 ทุ่มกว่าๆได้
ที่ตู้ ez ที่มีเรื่องเล่าเป็นพันเรื่อง เล่าให้ฟังชาตินี้ก้อคงไม่หมดทุกเรื่อง
เหตุคราวนี้มันมีอยู่ว่า มีเพื่อนของเราคนหนึ่งกำลังเล่น ez อยู่ตามปกติ
จู่ๆก้อมีชายสองคนเป็นคนหัวโล้นใส่เสื้อสีเหลือง คนหนึ่งเดินเข้ามาที่ตู้ แล้วต่อยเพื่อนเราซะอย่างงั้น
มีเรื่องแล้วละสิครับ ก้อเล่นอยู่ดีๆ มาถูกต่อยกันยังงี้ก้อต้องมีเจรจาแล้วละครับ
ขณะนั้นพี่กันเองก้อเห็นเหตุการณ์จึงเข้าไปดูด้วย
แล้วการเจรจาก้อเริ่มขึ้น...
"ขอดูบัตรนักศึกษาหน่อย" มันถามเพื่อนคนนั้น คิดว่ามันคงไม่ได้จะดูบัตรอย่างเดียวหรอก
มันอาจจะอาศัยช่วงที่เพื่อนเราหยิบกระเป๋าตังค์ใช้ความเร็วฉกไปก้อได้
เพื่อนเราก้อไม่หยิบให้ ... พวกมันคนหนึ่งมันแอบมาทางด้านหลังแล้วใช้เท้าเตะข้อพับแขน
เขาบอกเจ็บมากๆ นี่คงเป็นการตัดกำลังคู่ต่อสู้ชั้นยอดเหมือนกัน
พี่กันซึ่งกำลังยืนดูเหตุการณ์นี้อย่างใจจดใจจ่อ ก้อถูกพวกมันสองคนถาม
"เห้ย... มองหน้ามึงเก๋าหรอ" มันถาม พี่กันเงียบไม่ตอบ พี่กันโดนคนถามตบหน้าไปสองฉาด และอีกคนหนึ่งก้อเข้าทางด้านหลัง
เตะข้อพับแขนตัดกำลังเช่นกัน พี่กันมาบอกทีหลังเหมือนกันว่าเจ็บมากๆ
ทีนี้ ก้อเจรจากันไม่จบ และคิดว่าสาเหตุที่มันสองคนต้องทำแบบนี้
เพราะสองคนนี้มีเรียนอุเทนฯ คิดว่าคนที่เล่น ez อยู่เป็นคู่อริมัน คือพวกมันจะตีไม่เลือก
ประมาณว่าถ้าตีคนที่ไม่ใช่คู่อริมัน มันก้อจะหาเรื่องไว้ทำฟอร์ม กันอาย อะไรประมาณนั้น
รู้สึกพี่ร็อกกี้จะบอกว่าเห็นไอ่สองคนนี้มันหาเรื่องตั้งแต่ตู้ pump แล้วยันมาตู้ ez นี่ หาเรื่องเก่งจริงๆ
พอมันสองคนคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วก้อหนีไป ไม่รู้ใส่เสื้อเหลืองมาได้ไง ไม่อายในหลวงเลย
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
คราวนี้ก้อต้องถึงงั้นให้ยามมาสืบสวนแล้วละครับ
ทุกคนที่มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ (ผู้เห็นเหตุการณ์มีดังนี้)
เรา เอ็ม อาร์ม พี่เค้ก พี่ฟิล์ม พี่อาร์ท พี่เบิร์ด ครูบาส และกลุ่มเพื่อนอีก 3-4 คน
ทุกคนยกเว้น เรา พี่อาร์ท พี่เบิร์ด ขึ้นไปที่สำนักงานรักษาความปลอดภัยของ mbk เพื่อให้ปากคำที่ชั้น 6b
ที่เรา พี่อาร์ท พี่เบิร์ด ยังไปให้ปากคำด้วยเป็นเพราะว่าเราทั้ง 3 คนหยอดเหรียญรอ session ไว้อยู่อ่ะ อิอิ... - -
คือประมาณว่า เราคิดว่าไม่น่าหยอดเล่นเลย ว่าแล้วก้อรีบเล่นมากๆ เพลง 2 เล่น the least 100sec. ตายไปตามระเบียบครับ
พอตายในเกมเสร็จเราทั้ง 3 คน ก้อรีบวิ่งตามเพื่อนๆที่ไปให้ปากคำตอนแรกทันที
แต่ตอนแรกเรายังไม่รู้ว่าเพื่อนๆไปไหนกัน เราจึงโทรถามฉงนว่าอยู่ไหน ก่อนจะโทรถาม
มีผู้ชายใส่แจ๊คเกตสีน้ำตาลซึ่งปกคลุมเสื้อเหลืองข้างในไว้วิ่งมาชนไหล่พี่เบิร์ด
พี่เบิร์ดบอกทันที "ไอ่ที่ชนกูตะกี้ แม่งคนร้ายแน่ๆ"
แต่เราก้อทำอะไรไม่ได้เพราะหลักฐานพยานมูลยังไม่พร้อม ว่าแล้วก้อโทรหาฉงน
จึงได้รู้ว่าเพื่อนๆทั้งหมดอยู่ที่มำนักงานรักษาความปลอดภัยที่ลานจอดรถชั้น 6b
==================================
ถึงในช่วงของการให้การกับตำรวจซึ่งพี่กันกับเพื่อนก้อเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนให้พนักงานฟัง
พนักงานฟังจนได้ใจความก้อถามว่า เธอจะเอาเรื่องไหม ถ้าเอาเรื่องก้อจะต้องเสียเวลาหน่อยคือต้องไปโรงพัก
แต่ถ้าจะไม่เอาเรื่อง เดี๋ยวจะลงบันทึกประจำวันไว้ให้
ระหว่างนั้นพี่เค้กก้อรำพึงว่า "นี่เหรอเด็ก รร. กู กูรู้สึกอายแทนพวกมันจริงๆ..." (คนที่เป็นคนร้ายเรียนสถาบันเดียวกับพี่เค้ก)
พี่กันกับเพื่อนตัดสินใจจะไปโรงพักที่ สน. ปทุมวัน พี่กันชวนพี่เบิร์ดไปด้วย
ส่วนพวกเราที่เหลือซึ่งตกลงปลงใจกันว่าจะกินสามย่านกันตั้งนานแล้ว ก้อรีบเดินไปกิน
เพราะนี่มัน 3 ทุ่มแล้วจึงขึ้นไปบนตู้ ซึ่งมีเฟกมากี กับฝ้าย รออยู่ ก้อเลยชวนทั้งคู่ไป
เฟกมากีบอกไปไม่ได้เพราะว่าคุณแม่เตรียมอาหารที่บ้านไว้ให้กินแล้ว ...
(แหม... น่ารักจัง เวลาไปเรียนเนี่ยแม่ทำปิ่นโตส่งไปให้กินที่มหาลัยเลยมั้ยเนี่ย !??)
ส่วนฝ้ายไม่มีปัญหาไปได้ ระหว่างนั้นพี่ร็อกกี้ก้อมาพอดี เลยชวนไปกินด้วย
ไปสามย่านกัน........
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
พอกินเสร็จไม่นาน พี่กันซึ่งกลับมาจากโรงพักซึ่งกลับมาคนเดียวก้อมาหาเราที่สามย่าน
เราถามถึงพี่เบิร์ดว่าไปไหน พี่กันก้อบอกว่ากลับไปแล้ว...
พี่กันเล่าว่า ไปถึงโรงพักต้องไปนั่งรอเหมือนนั่งรอฟรี กว่าจะได้คุยกันก้อนานเหลือเกิน
พอคุยกันตำรวจเค้าก้อบอกว่าถ้าจะเอาความก้อต้องให้คุยกับคนร้ายกันซึ่งๆหน้าเลยซึ่งมันเป็นอะไรที่ยากมาก
ถ้าไม่ตกลงใจเอาความใดๆก้อให้เล่าเรื่องลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ
พี่กันตกลงกลับจากโรงพักมาก่อน ระหว่างทางพี่กันบอกว่าเห็นผู้ชายเลืดอาบหัวกำลังเดินทางมาแจ้งความกับแฟน
คิดว่าที่เลือดอาบคงคิดว่ามาจากไอ่พวกอุเทนฯนั่นมาทำร้ายหาเรื่องอีกแน่ๆ เพราะที่เกิดเหตุมันก้อใกล้ๆกัน
____________________________________________
หลังจากนั้นไม่นาน ยามก้อโทรมาบอกว่า ตอนนี้ที่ชั้น 7 มีพวกอุเทนฯมาเต็มเลย
เป็นไปได้ตอนนี้อย่าเพิ่งมาเล่น music games ที่ mbk ก่อนจะดีกว่า
เพราะอาจจะเกิดเรื่องแบบนี้และคราวนี้จะใหญ่กว่าเก่า เพราะพวกมันมาเอาเรื่องเป็นพวกยังงี้
เราก้อไม่มีปัญญาทำอะไรได้
ต้องให้ตำรวจไทยตามสืบและจับคนร้ายให้ได้ นั่นละจะปลอดภัยที่สุด...
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
จบข่าว
December 06 17 : คุณป้ามหาภัยเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ตู้ ez อีกแล้วครับ ...
(ตู้บ้าอะไร มีเรื่องมีราวเยอะเหลือเกิน ...)
เป็นเรื่องของคนแลกเหรียญที่เป็นอายุอานามรุ่นคุณป้าครับ
เมื่อสมัย 2-3 ปี ก่อน ตู้ ez จะมีอะไรดีบ่อยๆ ที่ว่ามีอะไรดีๆ ก้อคือตู้ 4 ซึ่งเปิดมาทีไร ผ่านไปสัก 2-3 นาที เครื่องมันจะรวน
แล้ว credits จะพุ่งกระจาย คือพอหยอดเหรียญ เครื่องมันจะมีเสียงดังว่า cool ใช่มะ
เครื่องมันรวน แม่งดัง coolๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฟังเพลงไม่รู้เรื่องเลย เชดแม่...
พอเรามารู้เรื่องปัญหาของตู้ (ไม่เห็นจะเป็นปัญหาของตู้เลย ดีจะตายไป อิอิ) เราก้อพยายามจะอุบเรื่องเงียบไว้ ไม่ให้คุณป้าคนแลกเหรียญรู้
ที่ไม่อยากให้รู้เพราะ คุณป้ามหาภัยคนนั้นแกจะชอบทำหน้ากวนตีนเวลาเราไปแลกเหรียญกับเขา
เท่าที่สังเกตเราเห็นเขาจะทำหน้าปวดขี้เฉพาะคนที่เล่นตู้ ez เท่านั้นนะ พอไอ่คนเล่นเกมตู้สัมผัสที่ 6 มาแลกเหรียญมั่ง แม่งก้อทำหน้าเหมือนขี้เสร็จแล้ว...
เท่านั้นยังไม่พอ แกมักจะมีปัญหากับพวกที่เล่นตู้ ez เรื่องขยะ บ่นเป็นคนแก่เลย (ก้อเค้าแก่นี่นะ)
ประมาณว่าเอาขยะไปแตะขอบตู้หน่อยไม่ได้เลย ป้าแกจะมีเรดาร์ตรวจจับ พอวางขยะปุ๊บ แม่งวิ่งปรู๊ดด ... มาด่าเลย
ไม่รู้จะมีอคติอะไรกับ คนเล่นตู้ ez กันนักกันหนา...
ช่วงนี้ถือเป็นช่วงอมทุกข์ของชาวเล่น ez มากๆ ถึงขนาดที่พี่ป๊อปมาบ่นในบอร์ด jammania ใหญ่เลย
แต่พี่ป๊อปเค้าบอกเค้าสนิทกัยป้าคนนั้นนะ แบบคุยกันรู้เรื่อง ถ้อยทีถ้อยอาศัยดี คนวัยเดียวกันคงคุยกันรู้เรื่องมั้ง อิอิ...
เพราะเหตุนี้เอง เรื่องที่ตู้มันมีปัญหา credit รวน เราก้อจะไม่อยากให้ป้ารู้ เพราะว่าถ้ารู้เราจะอดเล่น
เก็บความลับไปได้ไม่นาน ผ่านไปได้ 2-3 อาทิตย์ (นานนะนั่น) ฟ้ามีตาครับ
ไม่ใช่ฟ้ามีตาหรอก เสียงตู้แม่งดังเหลือเกิน ก้อเล่นเสียงดัง coolๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ทั้งวัน ใครไม่สงสัยก้อเกินไปอะครับ...
2-3 อาทิตย์นี่ก้อถือว่านานเหรี้ยๆแล้ว
ว่าแล้วคุณป้าก้อเดินมา ... "นี่ ตู้เป็นไรเนี่ย ..." ป้าถาม
แน่นอนสิครับ ใครจะบอกล่ะว่า "ตู้มันให้เล่นฟรีครับ ..." เราก้อเลยตอบไปว่า "อ๋อ มันเป็นที่ตัวเกมอยู่แล้วครับ"
"จะเป็นได้ไง ... ก้อฉันเห็นเธอเล่นอยู่แทบทั้งวัน ไม่ก้มไปหยอดเหรียญซักแอะ ..." ป้าตอบ
นั่น ... รู้ทัน ...
"ปิดตู้เลยๆ เดวจะเรียกช่างมาซ่อม ไม่ต้องมาเปิดตู้นี้เล่นนะ"
ว่าแล้วก้อปิดตู้ไป ...
คิดเรอะว่าจะจบ
555+ คนอย่างยศซะอย่าง เรื่องไรจะยอมง่ายๆล่ะฟระ ...
ไหนๆ ตู้มันก้อฟรีแล้วไฉนจะหยุดเล่นฟรีกลางคันได้ ... แอบเปิดตู้สิครับ ...
ต้องเล่นทีเผลอในการแอบเปิดตู้เล่นฟรี แบบเกมวัดดวงครับ คือช่วงเวลาที่ป้าจะไม่อยู่ เป็นช่องโหว่ให้เราสามารถแอบเปิดตู้เล่นได้มี 3 ช่วงเวลา คือ ...
- 10.00-11.00 เวลาที่ห้างเปิดแต่ป้าแกยังนอนตีพุงอยู่บ้านอยู่
- 15.00-16.00 เวลาพักทานข้างของพนักงาน sf ทั้งหลายแหล่
- 20.00-ห้างปิด เป็นเวลาที่คุณป้าแกกลับบ้านไปนอนตีพุงต่อเป็นที่เรียบร้อยแล้วว...
ช่วงเวลาที่ 10.00-11.00 กับ 20.00-ห้างปิด ไม่ได้ใช้หรอกฮะ เพราะว่ามันเป็นเวลาที่เราไม่สะดวกที่จะเล่น ถึงมันจะฟรีก้อเหอะ ไม่มีใครเล่นด้วย ไม่มันครับ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ 15.00-16.00 แต่มันก้อเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมาก และถือเป็นเกมวัดดวงชนิดหนึ่งก้อว่าได้
คือต้องมาลุ้นว่า คุณป้าจะกินข้าวเสร็จกี่โมง บางวันกินช้า บางวันกินเร็ว ลุ้นและท้าทายมากครับ
ถ้าป้าแจ๊คพอตมาเจอเราเล่นฟรีปุ๊บ เกมจะโอเวอร์ทันที
และแล้ววันนั้นก้อมาถึง
วันที่คุณป้าจับได้ว่าเราแอบเล่นฟรี ... เป็นวันศุกร์ตอนเย็นๆ
คือวันนั้นเป็นวันที่แปลกพอควร คือเราเล่นตู้ฟรีตั้งแต่ 15.30 เล่นเพลินจนเลยเวลา ไป 16.30 ป้าแกก้อยังไม่มา
ก้อเข้าทางเรา ... ตอนแรกนึกว่าป้ากลับไปแล้ว วันนี้อาจจะมีเหตุการณ์สำคัญอะไรของเค้าก้อได้
คนในเหตุการณ์ตอนนั้นรู้สึกจะมีพี่น๊อต พี่ล้ง และเรา 3 คนเท่านั้น
แต่ตอนแรกเราเล่นกับพี่น๊อตอยู่ 2 คน
ขณะกำลังเล่นฟรีอยู่นั้นเองเวลา 5 โมงเย็นกว่าๆ เราก้อไม่ได่พึงสังวรณ์ไว้เลยว่า ฝันร้ายของเรากำลังจะย่างกรายมาถึง
ตึก ... ตึก ... เสียงฝีเท้าของป้าคนนั้นเดินเข้ามามองเรากำลังเล่นฟรีอยู่กับพี่น๊อต 2 คน
เราเหลือบหน้าไปเห็น ถึงกับผงะมือต้องเลิกเล่นกลางคันทันที ...
ตอนนั้นบรรยากาศนิ่งมาก เหมือนอากาศที่ mbk หยุดหมุนเวียนไปทั้งห้าง
"นี่เธอ มาเปิดตู้เองโดยพลการแบบนี้ รู้มั้ยว่าพี่ x (เจ้าของตู้) มอบอำนาจให้ฉันที่สามรถดูแล และทำอะไรเกี่ยวกับตู้เกมนี้ ..."
"เธอมีสิทธิ์อะไรถือดีมาปิดเปิดตู้เกมที่ mbk ฉันจะแจ้งตำรวจจับเธอ เตรียมตัวไว้เลย ..."
แจ้งตำรวจ !!?!!
ว่าแล้วเธอก้อโทรไปหาเจ้าหน้าที่ mbk ซึ่งอยู่ในชุดดำ
ระหว่างนั้นพี่ล้งก้อมาถึง mbk เห็นเรากะพี่น๊อตสองคนยืนเอ๋อ อยู่ก้องง เราก้อเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่ล้งฟัง พีี่่ล้งก้อเข้าใจ
ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ ป้าแกก้อย้ำ "โดนตำรวจจับแน่ๆ"
แสดด... -*-
และแล้วเวลาสำคัญก้อมาถึง เจ้าหน้าที่ลงมาพบปะเราเป็นที่เรียบร้อย
คุณป้าแกก้อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ...
โชคดีมากๆ...
พี่เค้าบอกว่า "เอายังงี้นะน้อง น้องเล่นฟรีไปเท่าไหร่ก้อจ่ายคืนให้พี่เค้าเท่านั้นนะครับ ..."
เราก้อถามพี่เค้าว่า "ไม่โดนตำรวจจับเหรอครับ" (ไอ่นี่ ถามเหมือนอยากโดนจับ - -)
"ไม่โดนครับไม่โดน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น" เจ้าหน้าที่แกก้อตอบ เราก้อขอบคุณกันไป ไม่นานเจ้าหน้าที่ผู้นั้นก้อจากไป ...
เป็นอันว่าคดีความนี้ก้อเป็นอันรอดไปทั้งเราและพี่น๊อต
สุดท้ายเราก้อคืนค่าเสียหายให้ป้าเป็นเงิน 40 บาท (ที่จริงเล่นเป็น 100 อิอิ) ... ป้าแกก้อเงียบๆแล้วก้อเดินจากไป
หลังจากนั้นไม่นาน คนแลกเหรียญคนนี้ก้อจากไป ทิ้งตำนานคนแลกเหรียญที่โหดและน่ากลัวที่สุดแห่ง mbk จารึกไว้ในความทรงจำของเราตลอดมา
------------------------------------------------------------------
ก้อจบไปแล้วสำหรับเรื่องราวคุณป้ามหาภัย
แต่เรารู้สึกว่าคนแลกเหรียญตู้ ez ที่เป็นปัจจุบันนี้ ก้อกวนตีนเหมือนกัน
ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะให้แลกเหรียญยังไงยังงั้น
ไม่ชอบเลย ... ยิ้มไม่เป็นรึไงนะ
เวลาคนเราเจอหน้ากันก้อขอให้ยิ้มเป็นการทักทาย ดีกว่าทำหน้าบึ้งใส่เป็นการทักทาย
ถึงแม้เราจะมีเรื่องคับคาใจหรือเครียดเรื่องอะไร ก้อขอให้ยิ้มไว้ก่อนเป็นดี เพื่อนที่เราพบด้วยจะได้มีความสุขเมื่อเห็นหน้าเรา
และรู้สึกชอบเราอยากคบเป็นเพื่อนด้วย เพราะการที่เราเป็นคนอารมณ์ดี จะมีเสน่ห์ตรงที่ว่า
เวลาเพื่อนเรามีความทุกข์ เพียงแค่เห็นหน้าเรายิ้ม ในใจเค้าก้อจะคิดว่า อืม ... ถ้าเราเจอเพื่อนคนนี้ เพื่อนเราก้อจะสามารถลืมเรื่องทุกข์ไปได้
ถ้าทำอย่างนี้ได้ทุกคน ความเครียดก้อทำอะไรเราไม่ได้ มีความสุขกับชีวิตมากขึ้นจริงๆ happy happy~
ยังงี้ดีกว่าเห็นๆ จริงมั้ยละ December 05 15 : รักพ่อที่สุดวันนี้ เป็นวันที่ 5 ธันวาคม ก้อได้หยุดเรียนกัน 1 วัน
แต่อย่าคิดว่ามันเป็นแค่วันหยุดเรียน มันเป็นวันที่ทำให้เรารำลึกบุญคุณของพ่อเราที่เลี้ยงดูเราจนเติบโตมาถึงทุกวันนี้
-------------------------------------------------------------
เช้าวันหนึ่ง นานมากแล้ว ผมกำลังนั่งเล่นเลโก้อยู่ พ่อใช้ให้ผมไปซื้อของ ตัวเราก้อไม่อยากไป อยากนั่งเล่นเลโก้ จึงทำเป็นไม่ได้ยิน
พ่อผมบอกผมอีกครั้งให้ผมไปซื้อของให้หน่อย ใจเราก้อบอกว่า เรายังต่อเลโก้ไม่เสร็จ ขอต่อให้เสร็จแล้วค่อยไปซื้อไม่ได้เหรอ
พ่อผมใช้ผมด้วยคำซ้ำๆเดิมๆอยู่หลายครั้งจนในที่สุด พ่อผมก้อตวาดขึ้นมา บอกถ้าทำตัวยังงี้อีก จะไม่ให้เล่นเลโก้อีกแล้วนะ
ผมหักเลโก้ทิ้งด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เดินออกจากบ้าน ปิดประตูเสียงดัง ปัง !!!! ไม่รู้ว่าพ่อคิดยังไงอยู่
นี่ไม่นานมาก เหตุเกิดที่บ้านอีก ผมกำลังคุยโทรศัพท์กับถมตอน ตี3-4
พ่อผมก้อบอกอย่าคุยนานมาก มันมีคลื่นทำลายประสาทหู ผมบอกคลื่นอะไรล่ะ ปะป๊า
พ่อผมก้อเงียบไป
เรื่องนี้ก้อนานมาแล้วเหมือนกัน ผมไปเล่นเกมอยู่ที่ห้องข้างๆ ที่คอนโด แต่ไม่ได้บอกพ่อไว้ ตอนนั้นมีงานปิดถนนที่สีลม
พ่อผมไปตามหาผมที่สีลมตั้งแต่ 5ทุ่มถึงเที่ยงคืน ปรากฎกลับมาก้อเจอผมนั่งเล่นเกมอยู่ที่บ้านข้างๆ
พ่อบอกผมว่า จะไปไหนก้อบอกก่อนด้วยละ
--------------------------------------------------------------
ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมต้องทำให้พ่อผมเป็นห่วง
อย่างเช่นไปเที่ยว ไปค้างบ้านเพื่อน แล้วไม่ยอมบอกพ่อก่อน ทำให้พ่อผมต้องเป็นห่วงอยู่หลายครั้ง
พ่อผม ไม่เคยขัดข้อง กับการไปเที่ยวของผมเลยสักครั้ง อยากไปก้อให้ไป
ดูเหมือนว่าพ่อเราจะปล่อยเรา ไม่เป็นห่วงเรา แต่เราก้อรู้ดีว่าพ่อเรารักเรามาก
ทุกวันนี้ก้ออาจจะมีสิ่งเล็กน้อยที่พอตอบแทนพ่อได้บ้าง อย่างเช่น นวดให้พ่อ ตั้งใจเรียนหนังสือ และ ทำตัวให้ดีให้พ่อภูมิใจ
ทุกเหตุการณ์ดังกล่าวข้างบน ถ้าผมเป็นพ่อตอนนั้น ผมคงระเบิดแล้วแน่ๆ
แต่พ่อผมไม่ทำอย่างนั้น พ่อผมรู้จักเงียบ รู้จักข่มความโกรธ เพราะอย่างงั้นมั้ง ผมเลยหยิบ skill นี้มาใช้กับผมเอง เวลาเราโกรธก้อจะเงียบๆไป
แต่ไม่ใช่เงียบตลอดหรอก ก้อต้องส่งสัญญาณให้รู้ว่า อืม.. เราโกรธนะ อะไรประมาณนี้
---------------------------------------------------------------
แปลกนะ... คนเราเวลาพ่อเราอยู่ด้วยกันกับเรา ไม่ยักกล้าที่จะบอกรักพ่อ
แต่พอพ่อจากเราไปแล้ว บอกรักแทบเป็นแทบตาย
บอกรักตอนไหนที่จะทำให้พ่อเรามีความสุขล่ะ คงไม่ใช่ตอนที่ท่านจากไปแล้ว
ใช่มั้ยล่ะ...
----------------------------------------------------------------
ปล. รักพ่อขึ้นทุกวันๆ
November 28 6 : เกาหลีในอากาศจะเล่าเรื่อง การแข่งขัน o2jam ที่จะไปชิงแชมป์ที่เกาหลี
ผมแข่งไปก้อได้ติด 1 ใน 3 ที่จะได้ไปเกาหลี
แต่ผมไม่ไป
เลยไปแลกรางวัลกับพี่มิ้งค์ได้เงินมาพันนึง ซึ่งผมว่าไม่คุ้มหรอก แต่ผมก้อไม่ได้คิดอะไร
ซึ่งมาคิดทีหลัง ผมก้อว่ามันน่าเสียดายมาก เพราะการไปเกาหลีมันไม่ใช่การไปเพื่อจะชนะ (แข่งให้ตายยังมันก้อพ้อยู่ดี ร้อยทั้งร้อยเหอะ)
แต่การไปเกาหลีมันไปเพื่อเปิดหูเปิดตา เพราะครอบครัวอย่างเราไม่ได้มีฐานะร่ำรวยขนาดที่จะไปต่างประเทศได้ง่ายๆยังงั้นสักหน่อย
ผมคิดว่าตัวเองโง่เลยด้วยซ้ำ
เพราะผมมัวแต่ห่วงเรื่องการเรียน กลัวการเรียนจะเสีย เพราะมันไปเกาหลีตอนวันที่ต้องเรียนหนังสือ ทั้งๆที่ประสบการณ์ชีวิตต่างประเทศมันสำคัญกว่าตั้งเยอะ
แต่ที่มันปักคาใจผมก้อคือ
ผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พ่อฟังว่า ไปแข่งเกมมา ได้รางวัลไปเกาหลี แต่ไม่ไป เลยแลกเป็นเงินมาพันเดียว
เล่าเสร็จพ่อเราโกรธใหญ่ไฟพรึ่บเลย ด่าเราว่าทำไมเราโง่ยังงี้ ไม่ยอมไป คิดว่าไปต่างประเทศมันง่ายนักเหรอ
แล้วไปแลกเงินมาพันเดียว มันคุ้มค่าซะที่ไหนกัน
พ่อไม่ยอมเลยโทรไปหาพี่มิ้งหวังจะทวงรางวัลคืน ก้อคุยกันยกใหญ่ พูดด้วยน้ำเสียงกระชาก คือไม่ไปก้อไม่เป็นไร แต่ขอเงิน สัก 13000-14000 บาท
แทนเงินพันนึงที่เป็นรางวัลของพี่มิ้งค์ เลยโทรไปหาพี่ไวท์ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานต่อ แล้วก้อสาวไปถึงพี่กันคุยกันเรื่องนี้ยกใหญ่
คุยกันยังไงเดี๋ยวจะเล่าต่อ
แต่อยากจะเล่านิดนึงว่า ตอนที่พ่อผมโกรธ ในใจผมก้อคิดว่าพ่อเราอยากได้เงินมากขนาดนั้นเลยเหรอ อยากได้เงินจนขนาดโกรธและไม่คุยกับเราเลยรึไง
หลังจากวันนั้นทั้งบ้านผม ไม่มีใครคุยกับผมเลย ยกเว้นแม่ของผมคนเดียวที่ปกติ จะบ่นจะด่าผมทุกวันสารพัดเรื่อง แต่วันนี้ แม่ผมไม่บ่นด่าสักพยางค์เดียว
จะขอตังค์กินข้าวต้องถึงขนาดฝากแม่ให้ไปขอเงินพ่อเพื่อที่จะมากินข้าว
คือตอนนั้นในใจหม่นหมอง มาก ไหนจะเรื่องที่เล่าที่ รร. ว่าเราจะได้ไปเกาหลีอีก เพื่อนทุกคนต่างก้อบอก ว่าน่าเสียดายจัง ทำไมพลาดโอกาสแบบนี้ไปได้
ในใจตอนนี้ผมคิดว่า เราผิดขนาดนั้นเลยเหรอ วันนั้นผมก้มหน้าลงฟุบกับหมอนร้องไห้อยู่คนเดียวเกือบ 1 ชั่วโมงเต็มได้
มาต่อเรื่องที่ผมไปคุยกับพี่กัน พี่ไวท์
จะไปคุยเรื่องรางวัล คือสิ่งที่พ่อผมต้องการคือ เราไม่ต้องไปเกาหลีก้อได้ แต่ขอเงินรางวัลที่มันคุ้มค่ากับตั๋วเกาหลี
พ่อผมคิดว่า รางวัลคือตั๋วเกาหลีที่เราสามารถเก็บไว้ได้แล้วนำไปขายต่อ แล้วไม่ต้องไปแข่งเกมที่เกาหลีก้อได้
ซึ่งทุกคนที่อ่านอยู่คิดว่ามันใช่ยังงั้นรึเปล่า ผู้จัดเขาให้ตั๋วมาแล้วเราจะเก็บไปขาย แล้วไม่ไปแข่งยังงั้นเหรอ
น่าเกลียดที่สุด
ผมก้อคุยๆกับพี่ไวท์ พี่กัน ไปซึ่งรู้ทั้งรู้ว่า ให้ตายยังแม่งก้อไม่ได้อะไรขึ้นมา จนมีคำนึงหลุดออกมาทำให้ผมถึงกับต้องกลับไปนั่งครุ่นคิดเลย
"ถ้ามึงไม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อมึงฟัง เรื่องทุกอย่างก้อจะไม่เกิดขึ้น"
ผมคิดในใจ เออ... จริงด้วย
หลังจากนั้น ผมก้อพยายามจะลืมเรื่องนั้นไป ต่อมาไม่นานพ่อปมก้อหายโกรธ ผมสามารถคุยกับครอบครัวได้เหมือนเดิมจนถึงทุกวันนี้
ถึงแม้ตอนนี้ในจิตใจผมเกาหลีจะล่องลอยไปในอากาศเสียแล้ว แต่สักวันผมเชื่อว่า ผมจะสามารถใช้ปัญญาของผมไปเกาหลีด้วยตนเองให้ได้ คอยดู
สิ่งที่อยากจะบอกสุดท้ายก้อคือ เวลาเราได้สิ่งดีๆ ขอให้เก็บไว้เป็นความภูมิใจของเราและพัฒนาชีวิตเราให้ดียิ่งขึ้นไป
ไม่ต้องไปโพทะนาบอกคนอื่นให้มันมากนักหรอก เค้าจะหาว่า ขี้อวด เกรียน และอาจจะเกิดปัญหาแบบผมที่เล่าไว้ข้างบนนี้ก้อได้นะครับ
ขอบคุณที่อ่านคับ
November 26 3 : โรคกระเพาะ vs อาหารเป็นพิษวันพุธที่แล้วไปเรียน รด. มา มีการสอบภาคปฎิบัติด้วยละ
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ที่สำคัญคือตอนพักกินข้าว ที่ศูนย์ฝึกจะมีอาหารให้กิน
เราก้อไปกินน้ำเพื่อนตามปกติ วันนี้อารมณ์นางเอกครับ กินน้ำส้ม
กินไป อึกๆๆ ผ่านไป 5นาที
เห้ยย... ปวดท้องว่ะ (รำพึงในใจ)
แม่ค้ามันวางยากู... นางเอกขี้แตกเลยมึงคราวนี้...
แต่รู้สึกตอนนั้นยังไม่ปวดมาก และตอนนั่นคิดว่าคงจะเป็นโรคกระเพาะตามเคย
ที่ว่าตามเคยก้อเพราะว่าเคยเป็นโรคกระเพาะมาก่อนถึง 2 ครั้ง
ตอนเย็นก้อเลยกะจะไปกินข้าวกับปะป๊า คิดว่ากินข้าวไปแล้วอาการปวดท้องมันจะหาย
ก้อเลยนั่งมอเตอร์ไซค์ไปกับปะป๊า...
รถติดอีก (ไอ่...)
โอยย... ท้องกูไม่ไหวแล้ว อาการมันเริ่มกำเริบปวดขึ้นเรื่อยๆแล้ว
อืม.. ผ่านช่วงรถติดมาได้แล้ว...
เอ๊ยย... ทำไมปะป๊าขับช้าจัง (วันนั่นรู้สึกว่าร้านอาหารมันไกลมากๆ ประมาณว่าออกตัว 5 โมงเย็น ไปถึง 6 โมงเย็น)
ระหว่างนั่งนั่งมอเตอร์ไซค์กับปะป๊าก้อต้องกอดปะป๊า เราก้อ scratch พุงปะป๊าไปพลางๆบรรเทาความปวด อูๆๆๆ
ในที่สุดก้อถึง อา...
แต่ลืมไปว่าต้องรออาหารอีก อูยย... ไม่ไหวแล้ว
อยากจะดิ้นท่าเปียโนผ้าของเลเซอร์ลามอนบรรเท่าความปวดจังเลย ...
และแล้วอาหารก้อมา เยส
ก้อกินๆ ไป ในใจคิดว่าอืม กินแล้วคงหายปวดท้องแน่ๆ
ไม่หายปวดท้อง อ้ากกก
ปะป๊าเห็นเราแปลกๆก้อเลยถาม ว่าเป็นอะไร เราก้อตอบไปว่า อืมม... ปวดท้อง
ปะป๊าเราถามว่า พักนี้กินอาหารตรงเวลารึเปล่า เราก้อตอบว่า ตรงนะปะป๊า กินอาหารตรงเวลาทุกวัน ก้อตัดประเด็นโรคกระเพาะไปได้
ว่าแล้วก้อไปโรงพยาบาล ผลสรุปออกมาว่า เป็นอาหารเป็นพิษ นะครับ
จำไว้เลยกุจะไม่กินน้ำส้มที่ศูนย์ฝึกอีกแล้ว คอยดู ... T T
|
|
|